Beast Sonata ch15


โพสต์นิยายแต่งเอง
ขอสงวนสิทธิ์ ให้โพสต์ได้แต่นิยายที่มีตัวละครเป็นเคโมะ
และห้ามไม่ให้โพสต์นิยายที่ผู้อื่นแต่ง หรือไม่ได้แปลเอง

Moderators: Brush Master, Book Master

User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 25 May 10

Beast Sonata ch15

บทใหม่ๆลงไปดูโพสถัดไปได้เลยครับ


หวัดดีขอรับ อาทิตย์นี้เอามาาลงเร็วกว่าปกตินิดหน่อยเพราะ สัปดาห์หน้าจะไม่อยู่ ถ้าเป็นไปได้เดี๋ยวอีกสองสามวันจะเอาตอนใหม่มาลงเพิ่มด้วย
ว่าแต่ความเร็วอาทิตย์ละบทนี้กำลังดีรึเปล่าครับ? เร็วไปหรือช้าไปหรือเปล่ามีความคิดเห็นยังไงก็เสนอได้นะครับ

ลิ้งค์ไปบทเก่าครับ
CH1
CH2
CH3
CH4
------------------------------
Ch5 ผสานร่าง

“นี้ฟาริสนายคิดว่าโซนาต้าของพวกเราจะเป็นอะไรงั้นหรอ”เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางท้องฟ้าสีส้มยามอาทิตย์อัสดง ฟาริสในวัยเด็กยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ข้างกายเขามีเด็กน้อยอีกคนยืนอยู่ใกล้ๆ
“ต้องเป็นดาบซิ”หมาป่าสีเงินตัวน้อยตอบกลับโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดแม้แต่น้อย”เพราะมันเป็นอาวุธของผู้กล้าไงหล่ะ”
แต่ไม่รู้ทำไมเด็กน้อยตรงหน้ากลับเพียงหัวเราะ น่าแปลกทั้งๆที่รอบๆนั้นชัดเจนแต่คนตรงหน้านั้นกลับเลือนลางเสียจนไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นคนจากเผ่าพันธุ์ไหนและมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“หัวเราะแบบนั้นเธอคิดว่าโซนาต้าของพวกเราจะเป็นอะไรหล่ะ”หมาป่าน้อยทำแก้มป่องก่อนจะถามอีกฝ่ายบ้าง นั้นทำให้เด็กตรงหน้าหยุดหัวเราะและนิ่งไปซักพักราวกับกำลังครุ่นคิด
“ของชั้นหรอมันก็ต้องเป็น….”เสียงของเด็กคนนั้นจากหายไปเมื่อฟาริสรู้สึกถึงมือหนาของใครบางคนวางอยู่บนไหล่

“ประหม่างั้นหรือครับ”รูนที่ยืนอยู่ข้างหมาป่าหนุ่มตลอดถามด้วยความเป็นห่วง ซึ่งคำตอบรับนั้นกลับเป็นเพียงการส่ายหน้าเท่านั้น
“คู่ต่อสู้ของเราหล่ะ”ฟาริสตัดสินใจถามเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพราะหลังจากหันซ้ายกันขวามาซักพักเขากลับไม่พบใครเลย
ตอนนี้เวทีแห่งนี้ได้รับการซ่อมแซมจนเหมือนใหม่พร้อมกับภาพรีเพลย์ของผลการต่อสู้ที่จบลงที่เสมอเพราะ คนนึงกลายสภาพเป็นตุ๊กตาหิมะส่วนอีกคน โดนแส้ฟาดจนลายแถมยังถูกทับด้วยเทียบก้อนยักษ์อีกต่างหาก

“พวกเราเองแหละ”ในระหว่างที่ฟาริสกำลังหันไปรอบๆนั้นน้ำเสียงสบายๆดังมาจากข้างหลังทำให้ทั้งสองต้องหันกลับไป ซาราวอคและเรนีส ยืนยิ้มกริ่มให้พวกเขาขณะเดินไปที่ฝั่งของตน
“ไม่คิดว่าจะเป็นพวกนายนะ”ม้าหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดีมองไปรอบๆตอนนี้ทุกอย่างเงียบสงัดเพราะผลของกำแพงเวทแต่ว่าเหล่าผู้ชมข้างนอกจะได้ยินเสียงของพวกเขาทุกคำ

“ใช่…แต่ก็ดีกว่าเจอกับคนอื่นหล่ะนะ”คำตอบของฟาริสทำให้ซาราวอคหัวเราะดังลั่นอย่างไม่เกรงใจใคร ในสายตาของโมะปกติ ซาราวอคถือเป็นเคโมะที่แปลกกว่าชาวบ้านเสียหน่อย เพราะซาราวอคเป็นพวกขวานผ่าซากจนเกินไปพูดตรงเสียจนทำเอาพวกเคโมะอ่อนไหวร้องไห้ภายในสามนาที

ถ้าชอบหมอนี้ก็บอกว่าชอบ ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบและไม่คิดจะรักษาน้ำใจของชาวบ้านชาวช่องซักนิด ขนาดอาจารย์เรยะก็ยังเคยหมอนี้พูดใส่ว่า”ครูครับแต่งตัวแบบนี้บ้านยากจนหรือเพราะว่า…….”

น่าเสียดายที่ประโยคหลังยังไม่ทันพูดออกมาเพราะ ถูกเหล่าเพื่อนผู้แสนดีลากไปรุมประชาทัณฑ์หลังห้อง แต่มาคิดดูดีๆแล้วให้เพื่อนรุมยังดีกว่าให้อาจารย์ลงมือเองหล่ะนะ

“อย่ามัวเสียเวลาเลยฉันว่ามาเริ่มกันเถอะ”เรนิสด้วยน้ำเสียงสดใสตามแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งซาราวอคก็พูดเสริมจนทำให้ฟาริสถึงกับหน้าบึ้ง
“อ๋อแล้วก็จะกอดกันต่อหน้าพวกเราก็ไม่ว่านะ ฉันเขาใจว่าเวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน เพราะเมื่อวันก่อนนายยังบอกว่าชอบสาวๆใส่แว่นทรงโตแท้ๆแต่วันนี้ดันควงกับหนุ่มๆซะงั้นๆ”

“ถ้านายยังพูดว่าฉันควงกับเจ้ามังกรบ้านี้อีกละก็ฉันจะเลาะฟันของนายออก”แต่ดูเหมือนว่าคำขู่ของฟาริสจะไม่มีผลเพราะม้าหนุ่มก็เพียงแค่ยังไหล่ราวกับจะบอกว่า”ทุกคนเขาพูดกันแบบนี้ทั้งนั้น”

“ถ้านายชักช้าละก็ฉันเริ่มก่อนเลยนะ”เรนิสพูดอย่างหมดความอดทนตามประสาสาวน้อยใจร้อนก่อนจะยื่นมือไปผสานก็ซาราวอค ร่างของจิ้งจอกสาวเปล่งแสงกลายเป็นหอกเหล็กที่มีและผ้าสีส้มผูกไว้บริเวณปลายหอก
โดยที่ไม่รอให้ทั้งคู่เตรียมตัวซาราวอคพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว จนทั้งรูนและฟาริสต้องกระโดดหลบไปคนละทิศละทาง

“ขี้โกงนี้หว่า”หมาป่าหนุ่มโวยวายขณะหลบการแทงอย่างต่อเนื่องของซาราวอค
“ก็เขาไม่มีกฎว่าห้ามโจมตีตอนคู่ต่อสู้ไม่ผสานร่างนี้อีกอย่างพวกนายช้าเป็นเต่าเอง”ซาราวอคตอนเสียงเรียบราวกับมันเป็นเรื่องปกติ

กระบวนท่าของซาราวอคนั้นค่อนข้างพลิกแพลงไม่น้อย เพราะมีทั้งแทง ฟันกวาด กระแทก แต่ดูเหมือนว่าหมอนี้ยังไม่คิดเอาจริงเพราะไม่เคยแทงจุดตายแถมยังไม่ใช้พลังพิเศษอีกต่างหาก แต่ไม่ร็ทำไมม้าหนุ่มตรงหน้าถึงได้เล็งแต่ฟาริส

“ลืมไปรึเปล่าครับว่าทางฝั่งผมมีสองคน”รูนที่พุ่งเข้ามาทางด้านหลังใช้ฝ่ามือกระแทกให้ม้าหนุ่มกระเด็นออกไป โดยไม่รอคำอนุญาตและไม่สนสีหน้าของอีกฝ่าย มังกรหนุ่มคว้าฟาริสเข้ามากอดทั้งๆที่หน้าของฟาริสนั้นบอกว่าสะอิดสะเอียดเต็มที
ร่างของรูนเปล่งแสงก่อนที่จะมารวมกันที่มือทั้งสองข้างของหมาป่าหนุ่ม

“ทอนฟางั้นหรอ…”ฟาริสพึมพำขณะพิจารณากระบองเหล็กที่โทนสีเขียวและทองที่มีสลักหัวมังกรเอาไว้”แย่จังแฮะ…อุตส่าห์หวังไว้ว่าจะเป็นดาบ”
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นหมาป่าหนุ่มยังหมุนกระบองในมืออย่างคล่องแคล่วขณะมองไปที่คู่ต่อสู้ตรงหน้าเพื่อทดสอบความเหมาะมือก่อนจะพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ตรงหน้า

เคร้ง!!
เสียงโลหะประทะกันดังสนั่นเมื่อซาราวอคใช้หอกรับการโจมตีเอาไว้ หมาป่าหนุ่มใช้ทอนฟาอีกข้างที่ยังว่างโจมตีไปยังช่องว่างที่เปิดโล่งแต่กลับถูกซาราวคมองออกแลใช้สวนกลับมาด้วยความเร็วที่ต่างจากเดิมลิบลับ

ฉัวะ!!
คมหอกผ่านหัวของฟาริสไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่การโจมตีของอีกฝ่ายยังไม่จบเมือซาราวอคพลิกตัวแล้วใช้อีกด้านฟาดเข้าแก้มของฟาริสอย่างจัง
นั้นทำให้หมาป่าถึงกับเห็นดาวและถอยออกมาตั้งหลักอย่างรวดเร็วก่อนที่จะโดนการโจมตีระลอกใหม่ หมาป่าหนุ่มเอามือตรวจดูกรามว่ายังอยู่ดีรึไม่ก่อนจะตั้งถ้าสู้ต่อ

“น่าเสียดายนะที่นายหลบครั้งแรกได้ไม่งั้นก็จบไปแล้ว”ซาราวอลกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน
“ใช่ซิ จบที่ฉันเดี้ยงแต่แกจะโดนไล่ออกฐานฆาตกรรมไงหล่ะ”ฟาริสพูดอย่างหงุดหงิด
“ก็กะทำงั้นเหมือนกันแหละ”คำตอบของซาราวอคทำให้ฟาริสถึงกับอึ้ง”เพราะถึงจะเล่นจนนายป่นเป็นผงแต่พอออกจากนอกเวทีนายก็กลับมาอยู่ดี เพราะงั้น….”

พอพูดถึงตรงนี้ร่างของม้าหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่หอกในมือถูกควงเหนือหัวเพื่อเพิ่มแรงเหวี่ยงและฟาดลงมาหวังเพื่อฟาริสขาดเป็นสองท่อน
“ช่วยตายๆไปเถอะนะ”
“แล้วฉันไปทำอะไรนายไว้รึไงนายถึงมาโกรธกันแบบนี้!!”ฟาริสโวยวายกลับขณะกระโดดหลบออกมาจากจุดนั้นซึ่งนับเป็นนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะพื้นตรงนั้นถึงกับแตกเป็นเสี่ยงๆ นี่ถ้าเกิดเขาคิดทำเท่ป้องกันการโจมตีนั้นตรงๆแบบในหนังการ์ตูนละก็เขาคงแหลกเหลวไปแล้ว

‘หมอนี้แรงวัวแรงควายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’นั้นคือความคิดของหมาป่านุ่มที่ตกเป็นรองเกือบตลอดการต่อสู้ จริงอยู่ที่หลังผสานร่างพลังพื้นฐานของผู้ใช้จะสูงขึ้นแต่ก็คงไม่ก้าวกระโดดถึงขนาดนี้ หมาป่าหนุ่มพยายามประมวลผลอย่างใจเย็นในขณะที่รับการโจมตีที่โถมเข้าใส่ราวกับพายุของอีกฝ่าย

แต่ดูเหมือนว่าความเร็วกับพลังของหมอนี้จะขัดแย้งกันเหลือเกินเดี๋ยวเดียวก็เร็วจนแทบรับไม่ทันแล้วก็ค่อยๆตกลงอย่างรวดเร็วเหมือนกับมันเพิ่มมาได้แค่ชั่วครู่เท่านั้นแหละ

พอคิดถึงตรงนี้ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในสมองของหมาป่าหนุ่มเขาย่อตัวลงต่ำเพื่อคลุกเข้าวงในก่อนต่อยหมัดแย็ปเข้าใส่คู่ต่อสู้นั้นทำให้ฝ่ายตรงข้ามชะงักแต่เพียงพริบตานั้นฟาริสฉวยโอกาสใช้หมัดซ้ายต่อยเสยปลายคางอีกฝ่ายจนกระเด็นออกไป

“อูยอย่างกับต่อยหินหัวนายเนี้ยแข็งชะมัด”ฟาริสบ่นขณะสะบัดมือซ้ายของตัวเองทั้งๆที่ใช้ทอนฟาในการชกแต่แรงสะเทือนกลับทำให้เขาชาไปไม่น้อย”แต่ก็พิสูจน์ใด้ซักทีละนะความสามารถของนายคือ เพาเวอร์อัพซินะ”
“ดูออกแล้วหรอเนี้ย”ซาราวอคหัวเราะขณะเอามือลูบคางตัวเอง”นายนี้เล่นแรงชะมัดขนาดฉันเพิ่มความแข็งแกร่งแล้วคางเกือบแตกแหนะ”

“แล้วใครใช้ให้นายเล่นแรงก่อนหล่ะ”หมาป่าตอบกลับแบบไม่จริงจังนักก่อนเริ่มตั้งการ์ดอีกครั้ง
“แล้วทำไมนายถึงไม่ใช้ความสามารถของนายบ้างหล่ะ”พอเจอคำถามนี้มันถึงกับทำให้ฟาริสเงียบไป แน่นอนว่าเขาอยากรู้และอยากใช้ใจจะขาดแต่เขาไม่สามารถทำได้เพราะเงื่อนไขของมันยังไม่ปรากฏ

“ผู้ที่ไม่รู้จักชื่อของโซนาต้าของตนไม่สามารถดึงพลังออกมาได้”คำที่อาจารย์พร่ำพูดปากเปียกปากแฉะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สะท้อนไปมาอยู่ในหัวของเขา แม้คนส่วนมากจะเรียนรู้ชื่อของโซนาต้าในการผสานร่างครั้งแรก แต่ก็มีไม่น้อยที่ไม่สามารถทำได้เพราะมันมีหลายๆปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้โซนาต้าไม่สามารถใช้พลังได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผสานร่างหนึ่งในนั้นก็คือ

ความเชื่อใจ….

เมื่อเห็นฟาริสเงียบไปพักใหญ่ซาราวอคก็เพียงถอนหายใจเขาควงหอกไปมาก่อนเข้าสู่ท่าพร้อมแทงก่อนจะพูดว่า
“น่าเสียดายนะ…..”เขาพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะหายไปจากคลองสายตา หมาป่าหนุ่มหันรีหันขวางอย่างใจเย็นแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นผลซักนิดเพราะ เจารู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากท้ายทอย และโลกทั้งใบต่างหมุนเคว้งอย่างหน้าหวาดเสียว

“ฉันคิดว่านายจะทำได้ดีกว่านี้ซะอีก”นั้นคือสิ่งที่ม้าหนุ่มกระซิบข้างหูของฟาริส ความเจ็บใจก่อตัวขึ้นแต่ยังไม่มากเท่าความรู้สึกโกรธตัวเอง
“บ้าที่สุด”หมาป่าหนุ่มกัดฟันกรอดก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง ท่ามกลางสติที่เลอนลางคำพูดของตัวเองในวัยเด็กยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา

“ฉันสัญญาว่าจนกว่าที่เราจะได้เจอกันฉันจะแข็งแกร่งขึ้นจนไม่แพ้ใครหน้าไหนอีก จะต้องปกป้องเธอให้ได้เพราะฉะนั้น……เราต้องได้เจอกันอีกนะ!!”


..
.
ขอโทษ…ที่ผิดสัญญา
นั้นคือความคิดของหมาป่าหนุ่มก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป

To be continue….
Last edited by zeros on 17 Aug 10, edited 9 times in total.
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 31 May 10

Re: Beast Sonata ch5

หวัดดีขอรับ กลับมาพบกันอีกแล้วตั้งแต่บทนี้ไปผมคิดว่าจะโพสในกระทู้เดียวไปเลยดีกว่า ไม่งั้นมันอาจจะรกบอร์ดเกินไปหน่อยยังไงก็ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับถึงแม้ว่าจะไม่คอมเม้นก็ไม่เป็นไร
---------------------------------
Ch6 ผู้ล่าโซนาต้า

“ถ้านับรายนี้ก็เป็นรายที่สิบแล้วนะครับ”เสียงตะโกนอย่างเดือดดาลจากอาจาร์ยวูฟเวอรีนหนุ่ม ดังก้องไปทั่วห้องประชุมที่เงียบสนิท หลังจากจบการแข่งขันมาได้เพียง ไม่กี่ชั่วโมงเหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างถูกเรียกตัวด่วนทันที
“ใจเย็นๆซิคะอาจารย์ โล”น้ำเสียงขอร้องดังขึ้นจากอาจารย์แกะสาวพร้อมสายตาวิงวอนทำให้ วูฟเวอรีนผู้เดือดดาลถอนหายใจก่อนจะยอมทิ้งตัวลงไปบนเก้าอี้ แต่ไม่วายยังส่งสายตาไม่พอใจไปหาวอลรัสตัวน้อยที่นั่งด้วยสีหน้าราบเรียบที่หัวโต๊ะ เขากวาดสายตาไปรอบๆก่อนจะเริ่มกล่าวว่า

“เพราะอย่างนั้นเราจึงได้จัดการแข่งขันขึ้นยังไงหล่ะ”น้ำเสียงของเขานั้นไม่ใช่เสียงของเด็กสิบขวบอีกต่อไป เสียงของเขาในตอนนี้เหมือนชายชราที่ทรงอำนาจเข้มงวด แต่แววตาของผู้อำนวยการนั้นแสดงถึงความเข้าใจความรู้สึกของทุกคนอย่างดี”และเด็กนักเรียนของเราทุกคนก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง”
“ยกเว้นคู่ของสองคนนั้น”เสียงยานคานจากค้างคาวแก่ดังสวนกลับมา ทำให้ผู้อำนวยการถอนหายใจก่อนพูดกลับไปว่า”เธอก็รู้ว่านั้นเป็นกรณีพิเศษ พีชตี้”
“อย่าเรียกดิฉันด้วยชื่อนั้นซิคะฉันไม่ได้สาวเหมือนเมื่อสี่สิบปีก่อนแล้วนะ”อาจารยืค้างคาวที่ชื่อพีชกล่าวอย่างอ่อนใจต่อผู้ที่เป็นทั้งอาจารย์และเจ้านายของตน
“ค่าซิงโครของทั้งสองอยู่ที่ ห้าสิบซึ่ง…ถือว่าผ่านแบบฉิวเฉียดค่ะ”อาจารย์เรยะกล่าวรายงานจากข้อมูลตัวเลขที่เธอเก็บมาระหว่างการประลอง ถึงแม้สายตาของนักเรียนจะเห็นเธอแค่นั่งคุมโต๊ะพนันกับจดโพยแค่นั้นก็เถอะนะ

“นั้นแหละคือปัญหาเด็กคนอื่นมีค่าซิงโครเฉลี่ยที่เจ็ดสิบ เด็กบางคู่ถึงขั้นใช้ความสามารถแบบพลิกแพลงเป็นแล้วซะด้วยซ้ำ แต่เด็กสองคนนี้ฉันกลัวว่าพวกเขารวมร่างกันแค่ห้านาทีก็เต็มกลืนแล้ว”อาจารย์โลกล่าวขณะวงไปที่ชื่อของ รูนกับฟาริสที่อยู่ท้ายตาราง
“เพราะอย่างนั้นแหละพวกเราถึงต้องปล่อยให้เขาออกไป”ผู้อำนวยการกล่าวในที่สุด”เด็กๆหน่ะซักวันก็ต้องออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่พร้อมแต่เราก็ทำให้แน่ใจแล้วไม่ใช่หรือว่าพวกเขาจะปลอดภัย”
“ใช่ครับท่าพวกเขามีเวลาได้ใช้มันก่อนที่จะโดนรุมกระทืบตายนะครับ”อาจารย์พีทกล่าว ขณะจ้องไปยังหนังสือพิมพ์ เดลี่เฟอรรี่ ที่ พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า

“สังหารโหดกลางดึก!! พบศพของวัวและปลาโลมาในตรอกสภาพยับเยิน ญาติของผู้ตายให้การว่าทั้งคู่คือผู้ใช้โซนาต้ามีชื่อ”

“ร่าเริงหน่อยซิครับคุณฟาริส”รูนกล่าวอย่างอ่อนใจขณะมองไปที่พาร์ทเนอร์ของตนที่นั่งซึมกะทืออยู่ด้านในสุดของรถสายตาของเขาเหม่อออกไปบนท้องฟ้าสีครามยามบ่าย

วันรุ่งขึ้นหลังจากจบการประลองนักเรียนชั้นปีหกต่างก็เริ่มออกเดินทางไปตามที่ต่างๆ ด้วยรถเวทมนต์รุ่นไร้คนขับที่ตั้งจุดหมายปลายทางเอาไว้แล้ว แต่นักเรียนส่วนมากเลือกที่จะใช้รถเช่าหรือมีคนของที่บ้านมารับด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเขาจะได้มีเวลาเถลไถลได้ก่อนที่จะไปทำภารกิจจริงๆจัง ผลก็คือมีเพียงสี่คนเท่านั้นที่เลือกที่จะไปด้วยรถเวทมนต์ที่จะไปส่งที่เมืองหลวงของเห่าสรรพสัตว์ บีสต์เทียร์

“ปล่อยหมอนั่นไปเถอะหน่ามันก็แค่ช็อคนิดหน่อย ปกติเวลาแพ้มันก็เป็นหยั่งงี้ประจำแหละ”มารีอองนูพูดอธิบายอาการของหมาป่าตรงหน้าให้รูนที่เรียนคนละสายฟัง”ถึงปกติแพ้แล้ววันต่อมา เจ้านี้จะกลับมาท้าสู้ใหม่ทันทีก็เถอะนะแต่ครั้งนี้ แม้แต่หมอนั้นก็คงต้องยอมรับว่าฝีมือมันห่างชั้นกันเกินไป”

จริงอยู่ที่หลังจบการแข่งขันบาดแผลต่างๆของผู้เข้าแข่งขันจะหายไป แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่คืนความมั่นใจที่ถูกทำลายของฟาริสให้แม้แต่น้อย เพราะหลังจากตอนนั้นหมาป่าหนุ่มก็นั่งเหม่อตลอดเวลาขนาดเรียกกินข้าวหรือไล่ไปนอนยังต้องลากไปเลย

“ว่าแต่คุณมารีอองนูกับคุณลุครับภารกิจที่ บีสเทียร์หรอครับ”มังกรหนุ่มตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องโดยถามคู่รักหนุ่มสาวตรงหน้าที่ดูไม่หวานชื่นแบบที่คนอื่นๆเขาลือกัน แต่พอได้ยินคำสรรพนามของตัวเองแมวสาวก็ทำท่าคลื่นไส้ก็พูดอย่างสะอิดสะเอียนว่า

“โอยรูน นายตัดเอาคำว่าคุณกับครับออกไปได้รึเปล่าเพื่อนกันแท้ๆทำไมต้องสุภาพขนาดนั้นด้วย ขอทีเถอะแค่ฉันกับลุค ได้ยินคนที่บ้านเรียกก็เอียดจะตายแล้ว”นอกจากนี้เธอยังพยายามหาแนวร่วมโดยการหันไปถามคู่มั่นของตัวเองที่นั่งเป็นรูปปั้นตั้งแต่ขึ้นรถมา แต่เจ้าตัวกลับเพียงแค่พูดว่า
“ยังไงก็ได้”ซึ่งทำให้แมวสาวทำเสียงจิ้กจั้กอย่างไม่พอใจดูเหมือนว่าภาพลักษณ์คุณหนูยิ้มหวานจะใช้เฉพาะเวลาจำเป็นละมั้ง

“เอาเถอะ คนกันเองแท้ๆเรียกฉันว่ามารีก็พอ ส่วนทำไมฉันถึงไปที่บีสเทียร์ก็เพราะว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านหน่ะซิ ว่าแต่พวกนายเถอะไปทำภารกิจที่บีสเทียร์รึไง”
เมื่อได้ยินคำตอบที่เป็นประโยคที่มีทั้งคำตอบและคำถาม รูนก็เพียงแค่ยิ้มก่อนตอบกลับไปว่า
“คุณฟาริสเขาก็จะกลับไปเยี่ยมบ้านเหมือนกันหน่ะครับ แต่เห็นว่าบ้านของเขาอยู่เลยออกไปหน่อย”พอได้ยินคำตอบแมวสาวก็เอามือตบหน้าผากตัวเองก่อนพูดอย่างปลงๆว่า
“เอาเถอะนิสัยสุภาพเกินไปของนายคงแก้ทันทีไม่ได้หรอก เหมือนนิสัยพูดน้อยเหมือนเป็นใบ้ของตานี้หน่ะ”พูดจบก็ส่งสายตาไม่พอใจไปที่หมาป่าสีเทาที่ส่งมองกลับมาแต่ไม่ได้โต้ตอบอะไร

หลังจานั้นรถทั้งคันก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด เพราะต่างคำต่างมีกิจกรรมของตน ฟาริสที่ยังคงนั่งเอ๋อ รูนที่นั่งอ่านหนังสือเรียน ลุคที่อ่านหนังสือแม่บ้านรายสัปดาห์และมารีอองนูที่เอาแต่นั่งพึมพำและเขียนอะไรบางอย่างลงไปในสมุดโน้ตที่มีกระดาษแปะไว้ว่าสมุดไอเดียของตน

รถยังคงเคลื่อนตัวอย่างช้าๆท่ามกลายบ่ายแก่ๆผ่านทุ่งหญ้าผ่านแม่น้ำและเข้าสู่ป่าไม้หนาถึงที่เป็นทางออกเดียวจากโรงเรียน เรโซเสต้า

ทุกสิ่งยังคงเงียบสงบจนกระทั่งฟาริสถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับทำใจได้แล้วก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามานั่งร่วมวงกับทั้งสามคน
“คราวนี้ซึมไป ยี่สิบเก้าชั่วโมง สามสิบสองนาทีกับอีก สิบวินาที สถิติใหม่เลยนะเนี้ย”มารีอองนูพูดขึ้นมาโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาหรือหันไปมองนาฬิกาข้อมือลายพรางที่ดูไม่สมฐานะของเธอ อันที่จริง จะบอกว่าเธอแต่งตัวติดดินที่สุดในพวกเขาทั้งสี่คนเลยก็ว่าได้

เพราะโรงเรียนเรโซเนสต้าอนุญาตให้พวกเขาสวมชุดลำลองเวลาอยู่นอกสถานที่ได้ ดังนั้นมารีอองนูจึงใส่แค่เสื้อสายเดี่ยวกับกางเกงยีนส์ขาดรุ่งริ่งและรองเท้ากีฬาเท่านั้น ส่วนคู่มั่นของเธอหน่ะเหรอเขาอยู่ในชุดสูทสีดำเต็มยศมีเนคไทสีแดงเล็กๆตัดกับสีขาวและดำของสูทดูเหมือนพวกคนดูดีมีชาติตระกูลแต่มาคิดดูอีกทีมันก็เหมือนพวกบริกรหรือพ่อบ้านอยู่เหมือนกัน

ทางด้านรูนนั้นใส่เสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงแสลคสีดำพร้อมกับแว่นสายตาที่เจ้าตัวจะสวมเวลาอ่านหนังสือทำให้ดูเป็นเด็กเรียนมากกว่าปกติ ส่วนตัวของฟาริสที่กำลังแยกเขี้ยวใส่แมวสาวนั้นอยู่ในเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนปล่อยชายแบบสบายๆ ซึ่งหมาป่าหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงค่อนขอดว่า

“เงียบไปเลยมารี ฉันยังไม่ได้เคลียร์เรื่องที่เธอแต่งเรื่องโกหกบ้าๆนั้นขึ้นมาเลยนะ”แต่แมวสาวกลับหาได้ซะทกสะท้านไม่ เธอเพียงส่งยิ้มยียวนและตอบกลับไปว่า

“งั้นพวกนายก็รีบมีอะไรกันเร็วๆซิ ฉันจะได้ไม่ต้องแต่งเรื่องขึ้นมาอยู่จะไปเดทรึอะไรก็ได้แต่กลับมาบอกฉันด้วยแล้วกันนะ”ซึ่งนั้นทำให้ฟาริสเตรียมจะกะโจนเข้าใส่ถ้าไม่ติดที่ลุคที่เอาตัวเองเข้ามาบังและรูนที่รีบเข้ามาล็อคตัวเอาไว้ซึ่งทำให้เจ้าตัวโวยวายว่า

“ปล่อยนะรูน ฉันจะเลาะปากกับสมองเน่าๆของยายคุณหนูจอมปลอมนั่น”
“ตายแล้ว!! พูดจาหยาบคายจริงๆเลยนะคะ คุณรูนคะช่วยจับคุณฟาริสให้แน่นๆหน่อยเดี๋ยวดิฉันต้องจับการลงโทษหมาป่าเกเรตัวนี้เสียหน่อย”

และทั้งสามคงจะชุลมุนกันไปอีกพักใหญ่เพราะลุคกลับไปนั่งอ่านหนังสือต่อแล้ว ถ้าหากว่ารถไม่เกิดสั่นสะเทือนจนต้องหยุดกระทันหันเสียก่อน

ตอนนี้บรรยากาศในรถกลับมาเงียบสงบอีกครั้งทั้งสี่เข้าสู่โหมดระมัดระวังตัวเอาหลังชนกันและกวาดตาไปรอบๆ
“ลุคผสานร่าง…”มารีอองนูออกคำสั่งอย่างเคร่งเครียดซึ่งหมาป่าสีเทาก็ทำตามโดยไม่ถามแม้แต่น้อย นูสีน้ำเงินสลับสีเงินปรากฏขึ้นในมือของแมวสาว เธอหันมามองรูนและฟาริสก่อนออกพูดว่า

“แล้วพวกนายสองคน มัวยืนบื้ออะไรอยู่รีบๆผสานร่างเข้าซิ”ซึ่งนั้นไม่ทำให้ทั้งสองขยับแม้แต่น้อย รูนเลยตัดสินใจถามขึ้นมาว่า

“นี้มันเกิดอะไรขึ้นครับ”ดูเหมือนว่าคำถามนั้นจะทำให้แมวสาวถอนหายใจก่อนอธิบายสั้นๆว่า
“ช่วงนี้มีการโซนาต้า ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”

“ล่าผู้ใช้โซนาต้างั้นหรอ?”
“พวกนายเนี้ยหัดอ่านหนังสือพิมพ์ที่พวกฉันอุตส่าห์หาข้อมูลกับเลือดตาแทบกระเด็ซักหน่อยได้ไหมยะ”มารีอองนค่อนขอดก่อนจะเริ่มแหวใส่ว่า

“แล้วจะยืนบื้ออีกนานไหม ตอนนี้คนเกือบสามสิบคนอยู่ห่างจากรถแค่สิบเมตรแล้วนะ!!”เท่านั้นแหละทั้งสองจึงยอมกอดกันแต่โดยดีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะยังไงอีกฝ่ายก็อยู่ในภาวะผสานร่างแล้วยังสามารถใช้พลังของตนได้อย่างคล่องแคล่วแล้วเสียด้วย

ในตอนนั้นเองประตูที่ถูกลงอาคมไว้อย่างแน่นหนาก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง จะกระเด็นหวือลอยข้ามหัวของฟาริสและมารีอองนูพร้อมกับเหล่าสัตว์หลากหลายชนิดที่ใส่หน้ากากหรือไอ้โม่งหลากหลายสีพร้อมชุดสีดำพุ่งเข้ามา

“ให้ตายซิ ฉันหล่ะเบื่อพวกไร้มารยาทจริงๆ”มารีอองนูบ่นก่อนเริ่มยิงธนูใส่เหล่าผู้บุกรุกซึ่งความเร็วของเธอนั้นนับว่าสูงขึ้นกว่าเมื่อวานพอสมควร

เคร้ง!!
เสียงทอนฟาและดาบเล็กกระทบกันจนเกิดประกาบไฟแปลบปลาบ แม้ยังไม่สามารถใช้พลังได้แต่เวลาผสานร่างฟาริสก็ยังคงเก่งกว่าคนปกติพอสมควร

หมาป่าหนุ่มใช้เท้าเตะก้านคอหมีที่ตัวเองปะทะด้วยก่อนกระโดดไปตั้งหลักข้างมารีอองนูที่ยิงเริ่มใช้คันธนูติดใบมีดในการสู้ระยะประชิด
“เอาไง…”หมาป่าหนุ่มถามความเห็น ขณะชกเข้าพุงกะทิของหมู่ป่าอีกตัว
“พวกมันมาเรื่อยๆแบบนี้คงไม่ไหว เดี๋ยวฉันจะสร้างทางหนีให้จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน”แมวสาวบอกแผนการและโดยไม่มีรอฟังความคิดเห็น
เธอยิงธนูใส่พื้นทำให้เกิดไอน้ำฟุ้งกระจายไปทั่ว
“โชคดีหล่ะเจ้าบ้าหวังว่าฉันจะไม่เห็นนายสองคนถูกสตาฟที่ไหนหล่ะ”เสียงของแมวสาวที่ค่อยๆห่างออกไปบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวคงเริ่มเผ่นแล้ว

ฟาริสจึงพียงแค่กัดฟันกรอดเพราะคำสบประมาท ก่อนที่จะกระโจนออกไปทางหน้าต่างที่ใกล้ที่สุด
ร่างของหมาป่าหนุ่มพุ่งออกไปจากตัวรถอย่างรวดเร็วแต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ถึงพื้นเสียที
เขาจึงตัดสินใจก้มลงไปมองเบื้องล่างซึ่งมีแม่น้ำเป็นเบาะรองรับ แม้ว่าเขาจะลอยอยู่เหนือมันราวๆร้อยเมตรก็ตาม

“โว้ย!! ใครใช้ให้เจ้าพวกบ้านั่นมาโจมตีตอนรถอยู่ริมหน้าผาเนี้ย!!”ฟาริสเริ่มโวยวายแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้นเพราะ วินาทีต่อมาเขาก็กระแทกกับผืนน้ำและถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดกลืนหายไป

To be continue……
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv2

Posts: 44

Joined: 9 May 10

Location: ว่ายน้ำเล่นอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก

Post 2 Jun 10

Re: Beast Sonata ch6

ตอนแรกตกใจว่า ch5 หายไปไหน ที่แท้มาอยู่กระ่ทู้เดียวกันนี่เอง

เรื่องอาทิตย์ละบทนั่นไม่ต้องซีเรียสหรอกครับ ถ้าไม่ว่างยังไงก็อย่าฝืนเลยนะแม้ผมจะตามอ่านอยู่ก็เถอะ รอได้ครับ~~
อยากให้คนในความทรงจำนั่นเป็นรูนจัง เหอๆ หวังว่าคงใช่นะ ใช่สินะครับ
ยังชอบบรรยายตัวละครกับฉากต่อสู้มากครับ เห็นภาพเลยนึกตามง่ายดีครับ
ว่างๆก็วาดภาพเฟริสกับรูนได้ไหมครับ อยากเห็นตัวเป็นๆ(?) โดยเฉพาะรูนตอนเป็นทอนฟาน่ะครับ

ขอบคุณสำหรับฟิคครับ อ่านแล้วมีแรงกระตุ้นให้ผมแต่งบ้างจังแฮะ
ImageImage
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 8 Jun 10

Re: Beast Sonata ch6

เอาบทที่เจ็ดมาลงแล้วครับ บทนี้ก็ยังคงให้บรรยากาศสบายๆกันอยู่แต่บทหน้าคงจะมีเรื่องเครียดๆกันนิดๆหน่อยๆ(ละมั้ง)

สำหรับเรื่องวาดรูปลงนั้นคงขอผ่านครับ เพราะไม่มีทั้งสแกนเนอร์และ tablet จะให้ใช้เม้าส์หนูวาดก็กลัวจะดูไม่ออกกันว่าอันไหนหัวไหนตัว(ตอนนี้กำลังฝึกอยู่ครับ)
ถ้าแต่งฟิคอย่าลืมลงให้อ่านกันบ้างนะครับ ลงอยู่คนเดียวนี้มันวังเวงชมัด :wolfwink:
---------------------------------
Ch 7 บทเพลงจากผืนป่า

“นี้ฟาริส ตื่นได้แล้วถ้าไม่ตื่นละก็เจอดีแน่ๆ!!”เสียงเข้มงวดของเด็กคนหนึ่งดังแหวกความเงียบยามเช้าที่แสนสบาย หากแต่ร่างของหมาป่าตัวน้อยกลับซุกตัวหนีเข้าไปในผ้าห่มสีขาวอย่างไม่สนใจ ทำให้เคโมะตัวนั้นต้องถอนหายใจก่อนตัดสินใจงัดเอาไม้ตายขึ้นมาใช้

ถังไม้ที่บรรจุน้ำเย็นเต็มเปี่ยมถูกยกขึ้นก่อนสาดเข้าใส่เตียงอย่างไม่เกรงกลัวที่ต้องนำมันมาผึ่งใหม่พร้อมตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า
“ตื่นได้แล้ว!!”

ซ่า!!
น้ำเย็นเฉียบนั้นทำให้ฟาริสสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก่อนสะบัดขนไล่น้ำออกไป แต่ไม่ว่าจะสะบัดเท่าไหร่มันกลับยิ่งเปียกและหนักอึ้งยิ่งขึ้น ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มนึกได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนและตกอยู่ในสถานการณ์ใด

“รูน!!”หมาป่าหนุ่มร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนกขณะหันรีหันขวางไปรอบๆบึงที่เป็นจุดสิ้นสุดของแม่น้ำ ความกระวนกระวายใจก่อตัวขึ้นอย่ารวดเร็ว เมื่อฟาริสพบมังกรหนนุ่มมติดอยู่ที่ที่โขกหินในสภาพหัวจมอยู่ใต้น้ำ หมาป่าหนุ่มว่ายเข้าไปหาอย่างรวดเร็วเท่าที่แขนและขาอันหนักอึ้งจะอำนวย เขาคว้าคอมังกรหนุ่มเอาไว้ก่อนลากเอามังกรร่างใหญ่เข้าฝั่ง

“รูน…รูน!!”หมาป่าหนุ่มตะโกนขณะเขย่ามังกรผู้เป็นทูนเนอร์ของตนอย่างร้อนลง ในหัวของเขามีความคิดในการช่วยคนจมน้ำตีกันให้มั่วไปหมด ทั้ง ผายปอด ปั้มหัวใจ ลงแส้ หยดน้ำตาเทียน และอีกสารพันแต่มันอาจทำให้มังกรตรงหน้าไม่รอดได้ จึงเริ่มทำการปั้มหัวใจและเริ่มการผายปอดโดยโยนทิฐิของตนทิ้งอย่างไม่ใยดี

และนั่นทำให้เจ้าตัวไม่สังเกตว่ากำไลของทั้งสองเปล่งแสงสีทองอ่อนๆ และเกิดข้อความขึ้นมาอีกแถวที่สามารถอ่านได้ว่า
“The voice that will echo in eternity, Resonant of Fate”

ผ่านไปซักพัก มังกรหนุ่มก็เริ่มสำลักน้ำออกมา หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างอ่อนแรง เช่นเดียวกลับดวงตาสีอำพันที่ที่เปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ

“อย่างพึ่งพูดอะไร”หมาป่าหนุ่มสั่งอย่างเฉียบขาดก่อนตตรวจดูสภาพของคู่หูที่ตนบ่นเสมอว่าไม่ชอบขี้หน้าแม้แต่น้อย ไม่มีบาดแผลภายนอกนอกจากรอยแตกและฟกช้ำจากการกระแทกนิดหน่อย โดยรวมแล้วปลอดภัย แต่หมอนี้คงจะกินน้ำมากเกินไปแหงๆ

“คุณ…ลืม….ไปแล้วรึไงครับ….ว่ามังกรหน่ะ…..ไม่จมน้ำตายง่ายๆหรอก”รูนพูดขาดห้วงเพราะยังคงหายใจอย่างหนักหน่วยจนฟาริสต้องพูดตัดบทก่อนที่มันจะขาดใจตายเพราะหายใจไม่ทัน

“แล้วไง ถึงมังกรจะดำน้ำอึดแต่ เมื่อกี้คิดว่าหัวนายแช่อยู่ในน้ำนานเท่าไหร่กันหา!! ไม่ใช่ปลาหรือมังกรน้ำแล้วยังมาทำเป็นพูดดีเกิดฉันช้าไปมากกว่านี้นายได้ไปโลกหน้าแน่ๆ”หมาป่าหนุ่มบ่นอย่างหงุดหงิดก่อนลุกขึ้นยืนปลดเสื้อที่เปียกชุ่มของตนและมังกรตรงหน้าไปตากตรงหินที่อยู่ใกล้ๆ

“แล้วก็อย่าคิดขยับไปไหนเลยนะนอนอยู่ตรงนั้นแหละเดี๋ยวฉันจะไปหาฟืนมา”ฟาริสมองมังกรตรงหน้าตาเขียวเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวดีกำลังจะลุกขึ้นยืน”พักซะ…เพราะพรุ่งนี้เช้าเราต้องเดินทางกันแต่เช้า เกิดนายเป็นปอดบวมขึ้นมาฉันจะปล่อยนายไว้ที่นี้แหละ”และอาจเพราะว่าหมาป่าหนุ่มเดินออกไปทันที จึงไม่ได้เห็นรอยยิ้มอย่างเอ็นดูจากรูนที่มอง ร่างของเขาเดินหายไป

“ไม่ว่าเมื่อไหร่คุณก็ยังคงปากแข็งเหมือนเดิมนะครับ”รูนหัวเราะหึหึ ก่อนจะหลับตาลงอย่างอ่อนล้าและผล็อยหลับไป เรื่องหนึ่งที่เขาไม่ได้บอกหมาป่าหนุ่มก็คือเขานี้แหละเป็นคนคอยระวังไม่ให่ฟาริสต้องกินน้ำเข้าไปเพราะเจ้าตัวสลบไปเพราะแรงกระแทก แต่ขืนบอกไปงานนี้หมาป่าตัวนั้นคงจะไม่ไปหาฟืนและเขาคงจะไม่ได้นอนแบบสบายๆอย่างนี้แน่นอน

“บ้าเอ้ย….ทำไมเจ้าหมอนั่นต้องหาเรื่องคอยปกป้องกันด้วยทำอย่างกับฉันเป็นเด็กไปได้ คิดว่าตัวเองตัวใหญ่แล้วจะอยู่ยงคงกระพันรึไง”ด้านหมาป่าหนุ่มที่ออกมาหาฟืนก็บ่นถึงรูนไม่หยุดหย่อน หากแต่ใบหน้าของเขากลับแดงระเรื่อและหัวใจของเขาก็ยังคงเต้นโครมครามอยู่ในอก แค่ช่วยผายปอดแท้ไม่ได้จูบจริงๆซะหน่อย!!

กว่าฟาริสจะหาฟืนและของกินติดไม้ติดมือกลับมาตะวันก็เริ่มลับขอบฟ้าเสียแล้ว ดวงตาวันสีแดงก่ำค่อยๆคล้อยต่ำลง ขณะที่ดวงจันทร์สีเงินค่อยๆลอยสูงขึ้นและดวงดาวบนฟ้าเริ่มพร่างพราย สรรพสิ่งรอบกายทั้งสองต่างเงียบสงบมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พันผ่านมาเป็นระยะๆเท่านั้นให้ได้ยิน

หมาป่าหนุ่มเตรียมก่อไฟอย่างชำนาญ มกลางสายตาให้กำลังใจและรอยยิ้มแหยๆของมังกรหนุ่มที่นั่งผิงต้นไม้ใหญ่ ไม่นานกองไฟหลังจากนั้นขนาดย่อมก็ลุกโชน เจ้าตัวจึงเอากิ่งไม้ที่รวมรวมมาสร้างเป็นคานเพื่อตากชุดที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียว เพราะสัมภาระทุกอย่างอยู่ในรถหากคิดจะย้อนกลับไปเอาน่ากลัวว่าต้องเสียเวลาเป็นอาทิตย์

ก่อนจะนำผลไม้และสัตว์ป่าที่จับได้มาเสียบไม้และเสียบทิ้งไว้ข้างกองไฟ

“ตอนนี้เราน่าจะอยู่แถวๆนี้”ฟาริสอธิบายให้รูนฟัง ในมือของเขาถือกิ่งไม้เล็กๆที่ชี้ไปบนแผนที่ภูมิประเทศรอบๆ ที่เจ้าตัววาดเองกับมือ

“ถ้าอยากไปหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด เราน่าจะต้องเดินประมาณสองวัน”เขาลากเส้นตรงจากวงรีที่เขียนกำกับว่า บึงเซเรเน่ ไปยังบ้านที่เขียนไว้ว่า หมู่บ้านลีฟ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่ามังกรหนุ่มกำลังมองเขาด้วยมาอย่างทึ่งๆ

“คุณนี้รู้ดีจังเลยนะครับทั้งๆที่แถวนี้อยู่คนละพื้นที่กับบีสเทียร์เลย”
“นั่นนายจะชมหรือหลอกด่าฉันละเนี่ย”หมาป่าบ่นก่อนพูดต่อว่า”เรื่องนั้นก็ไม่รู้ซิ ทั้งๆที่ฉันไม่เคยอาศัยอยู่แถวนี้แท้ๆ บางทีฉันอาจจะจำได้เพราะวิชาภูมิศาสตร์เทอมที่แล้วละมั้ง”

“ทั้งๆที่คะแนนของคุณต่ำติดท็อปบ้วยเนี่ยนะครับ”รูนกล่าวพร้อมยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย ซึ่งนั้นทำให้ฟาริสรีบแก้ตัวเป็นพัลวันว่า
“เพราะอาจารย์พีชออกข้อสอบไม่ตรงกับที่ฉันอ่านต่างหาก”นั่นทำให้รูนหัวเราะเบาๆเจ้าตัวลุกขึ้นและเริ่มบิดขี้เกียจและพูดว่า
“งั้นเดี๋ยวผมไปหาอะไรมาปูรองพื้นแล้วกันนะครับ”

“ไม่ต้องฉันหามาแล้ว”ฟาริสกล่าวก่อนชี้ไปที่กองใบไม้ที่แต่ละใบมีขนาดเท่าแขนที่เจ้าตัวกองเอาไว้ตรงมุมหนึ่ง
“งั้นผมปูให้แล้วกัน ไม่ต้องห้ามนะครับเกิดให้ผมนอนๆนั่งๆอย่างเดียวผมจะแย่เอา”พูดจบมังกรหนุ่มก็เดินไปหอบใบไม้มากองรวมๆกันอย่างประณีตจนฟาริสอดไม่ได้ที่จะชมว่า

“นายนี้เก่งงานบ้านไปหมดทุกอย่างเลยนะเนี้ย”คำชมนั้นทำให้รูนยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดออกไปว่า
“เพราะว่าตอนอยู่บ้านผมต้องทำบ่อยหน่ะครับ”ซึ่งหมาป่าหนุ่มเพียงแค่พยักหน้า แต่หากเจ้าตัวสังเกตให้ดีๆละก็จะเห็นความเจ็บปวดที่ปรากฏขึ้นมาชั่วแวบหนึ่ง

“นายไปนอนพักเถอะ เดี๋ยวฉันจะอยู่ยามเอง ไม่ต้องพูดฉันรู้ขีดจำกัดตัวเองดีเดี๋ยวฉันง่วงแล้วจะปลุก”ฟาริสกล่าวพร้อมกับสายตาที่บอกว่าห้ามขัดขืน ทำให้รูนเพียงแค่ยิ้มแหยๆอีกครั้งและยอมล้มตัวลงนอนแต่โดยดี

ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองมีเพียงเสียงปะทุของฟืนที่ฟาริสโยนลงไปเป็นระยะๆเท่านั้น เวลาค่อยๆเคลื่อนผ่านไปช้าๆดูได้จากดวงจันทร์ที่ค่อยๆลอยสูงขึ้น เช่นเดียวกับความง่วงที่ค่อยๆครอบงำหมาป่าหนุ่มเขาค่อยๆสะบัดหัวอย่าง่วงงุนอยู่หลายครั้ง ก่อนตัดสินใจเดินไปปลุกรูนที่นอนนิ่งเป็นท่อนไม้

ทว่าเพียงแต่ยืนมือไปแตะโดนแขนของรูนก็ทำให้เขาถึงกับผงะ เพราะตัวของมังกรตรงหน้านั้นร้อนเป็นไฟนั่นทำให้ฟาริสถึงกับกัดฟันกรอดก่อนพูดอย่างมีอารมณ์ว่า
“เจ้าบ้านี้ ทั้งๆที่ป่วยจนแทบไม่ไหวแล้วยังทำเป็นเข้มแข็งอยู่ได้….คิดว่าตัวเองอยู่ตัวคนเดียวรึไงถึงไม่แสดงความอ่อนแอออกมา”

ถึงปากจะพูดอย่างนั้นแต่หมาป่าหนุ่มก็เดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีใบเป็นรูปดาวห้าแฉกเปล่งแสงราวกับดาวบนฟากฟ้า มันคือต้นสตาร์ไลท์ที่มักขึ้นจะสามารถขึ้นได้ในป่าทึบที่ได้รับแสงจันทร์และต้องใกล้แหล่งน้ำอีกด้วย ผลึกสีเหลืองที่อยู่ตรงกลางนั้นมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยลดไข้และยานอนหลับ อาจจะเป็นโชคดีไม่กี่อย่างในความโชคร้ายก็ได้มั้งเพราะอย่างน้อยเขาก็มั่นใจว่าคู่หูของเขาจะป่วยตายในวันสองวันนี้

ฟาริสค่อยดึงผลึกออกจากใบสตาร์ไลท์อย่างระมัดระวัง มันใสเหมือนแก้วและเปราะบางมากเช่นกัน นอกจากนี้เขายังต้องเร็วพอที่จะจับมันใส่ปากรูนก่อนที่แสงนี้จะหายไป ไม่งั้นแทนที่จะช่วยลดไข้มันจะดูดพลังชีวิตของคนที่กินมันเข้าไปแทน

หมาป่าหนุ่มยกผลึกที่กำลังเปล่งแสงเหนือปากของรูนก่อนออกแรงบีบมันเพียงเล็กน้อย ของเหลวสีทองจึงไหลเข้าไปในปากของมังกรหนุ่ม ซึ่งนั่นทำให้ฟาริสถอนหายใจก่อนล้มตัวลงนอนข้างมังกรที่ยังคงหายใจอย่างหนักหน่วง

“พรุ่งนี้ฉันจะคิดบัญชีนายทั้งต้นทั้งดอกแน่ๆ รูน ดราโกนิซ”ฟาริสกล่าวอย่างหมายมาดก่อนใช้สองมือโอบร่างของรูนเอาไว้ ถึงแม้จะไม่เต็มใจแต่ตอนนี้เขาไม่มีอะไรที่อุ่นพอจะช่วยให้มังกรตรงหน้าคลายหนาวได้ โชคยังดีที่กางกางของทั้งคู่แห้งแล้วไม่งั้นหละก็ ฟาริสอาจจะปล่อยต้องคิดหนักระหว่างให้มังกรตรงหน้าหนาวตายหรือยอมกอดทั้งๆที่อยู่ในสภาพล่อนจ้อนกันทั้งคู่

ตึกๆ ตึกๆ

เสียงหัวใจที่ของรูนค่อยๆกลับมาสู่จังหวะปกติเช่นเดียวกับลมหายใจที่เริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง ผิดกับฟาริสที่มันเริ่มเต้นเร็วขึ้นราวกับกำลังวิ่งมาราธอนอยู่ แต่ไม่นานหัวใจของเขาก็เริ่มเต้นช้าลง หมาป่าหนุ่มหาวออกมาวอดใหญ่ก่อนจะเริ่มพึมพำอย่างงัวเงียว่า

“นายหน่ะทำไมชอบเก็บทุกอย่างไว้กับตัวกันห๊ะ ถ้าตื่นมานายยังตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ละก็ฉันจะเลาะฟันกับสมองของนายออกมาแน่ๆ”และสุดท้ายฟาริสก็ผล็อยหลับไป

สายลมอ่อนๆพัดเหนือผืนป่ากว้างทำให้ใบไม้เสียดสีกันจนกลายเป็นท่วงทำนอง เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ ออกมาขับขานกันดังระไปทั่วแต่ทุกอย่างกลับผสมผสานกันอย่างกลมเกลียว จนกลายเป็นบทเพลงที่คนในเมืองไม่มีทางจะได้ยิน

ท่วงทำนองที่จะขับกล่อมเหล่าผู้อ่อนล้าจากวันอันหนักหน่วงให้เข้าสู่ห้วงนิทราและปลุกผู้ที่นิทรายามทิวาให้ออกมาโลดแล่นในราตรี

แต่ก็มีบางชีวิตที่ยังคงตื่นตัวตลอดทั้งวันและยังคงตื่นตลอดคืนเพื่อปกป้องอีกหลายๆชีวิตที่กำลังตกเป็นเป้าหมายของเคโมะอีกกลุ่มนึง

To be continue…..
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 1975

Joined: 3 Dec 07

Location: ตึกEPA

Post 14 Jun 10

Re: Beast Sonata ch7

อยากอ่านต่อ =w= น่ารักจริงๆให้ตายเถอะ ต้องซึนแบบนี้สิ ถึงจะมีคุณภาพ
การทำลายอะไรมันเป็นเรื่องง่าย แต่การสร้าง เป็นสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 14 Jun 10

Re: Beast Sonata ch7

Ch8 Resonant of fate

จิ้บๆ จิ้บๆ
เสียงนกตัวเล็กดังระงมไปทั่วผืนป่าอันกว้างใหญ่ แสงแดดอ่อนๆส่องลงมาบลานกว้างที่มีสัตว์สองตัวกอดกันกลม เปลือกตาของฟาริสค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งภาพที่เห็นทำให้เจ้าตัวแทบผงะและรีบเบือนหน้าออกไปทันที เมื่อหน้าของมังกรหนุ่มนั่นห่างจากเขาเพียงแค่คืบเดียว

เย็นไว้…เย็นไว้
ฟาริส พยายามนับหนึ่งถึงสิบจนลากยาวไปถึงหลักพันเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง เขาค่อยๆแกะเอามือหนาของรูนที่กลายเป็นฝ่ายกอดตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ออก ก่อนจะใช้ฝ่ามือแตะหน้าผากของมังกรตรงหน้าเพื่อวัดอุณหภูมิ

ยังมีไข้อยู่แต่ก็ถือว่าลดลงไปเยอะแล้วละนะ
เมื่อคิดดังนั้นหมาป่าหนุ่มก็ค่อยๆลุกขึ้นอย่างระมัดระวังและเดินย่องออกมาเพื่อแต่งตัว โดยที่ไม่ลืมจะส่งเสียงด่าทอมังกรหนุ่มในใจ

นานทีเดียวกว่ารูนจะรู้สึกตัว เพราะตอนนี้ฟาริสได้เตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงแม้จะไม่ได้เลิศหรูอลังการแบบของรูน แต่ฟาริสก็มั่นใจว่ามันกินได้….ละมั้ง

“เอานี้ไป”หมาป่าหนุ่มยื่นปลาย่างที่สุกกำลังดีให้ก่อนจะหันไปจัดการกับส่วนของตนที่เริ่มมีควันสีดำลอยอ้อยอิ่งออกมา
“เอ่อ….เมื่อคืนขอบคุณนะครับ”รูนที่เอาแต่จ้องปลาตรงหน้ากล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม

“นายพูดเรื่องอะไรหน่ะ”ฟาริสกล่าวหากแต่เจ้าตัวกลับไม่สบตารูนซักนิด ทั้งสองจัดการอาหารเช้าของตนเงียบๆก่อนที่ฟาริสจะโยนเสื้อที่แห้งแล้วให้รูนที่รับอย่างชำนาญ

กริ้ง…
วัตถุบางอย่างร่วงลงมาจากกระเป๋าเสื้อตกลงสู่พื้นดึงความสนใจของทั้งสอง
มันเป็นสร้อยเงินเส้นบางที่มีจี้ห้อยคอ เป็นรูปปีกสีขาวที่ตรงปลายเป็นสีน้ำเงินหนึ่งคู่กำลังโอบอุ้ม ลูกแก้วสีน้ำเงินท้องฟ้าเม็ดใหญ่

“นี้มัน ปีกแห่งอีคารัสนี้”รูนกล่าวอย่างประหลาดใจ ขณะหยิบสร้อยขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ”ผมคิดว่ามันโดนน้ำพัดหายไปแล้วซะอีก”

“ปีกแห่งอีคารัส มันคืออะไรหรอ?”ฟาริสถามด้วยสีหน้างุนงง ทำให้รูนส่งยิ้มให้เขาแบบอ่อนๆก่อนพูดเตือนความจำว่า
“ก่อนที่เราจะออกมาจากโรงเรียนพวกอาจารย์เขาให้สร้อยมาเส้นนึงใช่ไหมครับ?”
“เขาให้หรอ”ฟาริสยังคงทำหน้าเอ๋ออย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ทำให้รูนนึกได้ว่าตอนนั้นหมาป่าตรงหน้ายังอยู่ในภาวะช็อกค้าง ทำให้อาจจะจำไม่ได้ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างเจ้าตัวจึงตัดสินใจเปิดเลคเชอร์ วิชาอุปกรณ์เวทที่เป็นวิชาพื้นฐานของนักเรียนปีหนึ่งวว่า

“สร้อยนี้คือสร้อยเวทมนต์ที่มีความสามารถในการพาผู้ที่อยู่ในรัศมีห้าเมตรกลับไปยังตำแหน่งที่มันบันทึกไว้หน่ะครับ”เจ้าตัวอธิบายซึ่งฟาริสก็พยักหน้าหงึกๆก่อนถามว่า
“แล้ว…มันจะพาเรากลับไปที่ไหน”พอเจอคำถามนี้ทำเอารูนถึงกับถอนหายใจ ก่อนจะเอาเนื้อหาวิชาอัขระมาสอนต่อ
“ถ้าจากอักษรที่มันสลักไว้ มันก็จะพาพวกเรากลับโรงเรียนครับ แต่ว่าคุณฟาริสครับคุณรอดมาจนชั้นปีหกได้ไงกันครับเนี้ยในเมื่อสองวิชานี้ต้องการ ซีในการผ่านขั้นต่ำแถมเป็นวิชาต่อเนื่องที่ต้องใช้ทุกปีด้วย”

“ลงหม้อแล้วส่งคืนอาจารย์ไปแล้ว”ฟาริสตอบหน้าตายก่อนจะบอกให้รูนรีบๆใช้ สร้อยคอนั่น”จะยังไงก็ช่างเหอะ รีบๆใช้สร้อยนั้นเร็วเข้ารูน”
“ครับ…”มังกรหนุ่มยิ้มเจื่อนๆก่อนทำตามอย่างว่าง่าย เขาพึมพำคาถาด้วยน้ำเสียงสูงต่ำว่า

“ปีกแห่งวายุที่ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ใด โปรดมอบสายลมแห่งการนำทาง เพื่อพาข้ากลับสู่มาตุภูมิ มนตราเคลื่อนย้าย เทเลพอต!!”
ทันทีที่ร่ายคาถาจบจี้ก็เปล่งแสงสีฟ้าจ้า ลูกแก้วสีฟ้าขยายใหญ่จนคลุมทั้งสองเอาไว้ เช่นเดียวกับปีกบนจี้ที่ขยายใหญ่ขึ้นจนกระทั่งโอบอุ้มทั้งสอง

พรึบ!!
พริบตานั้นปีกนั้นก็กางออกและพุ่งทะยานหายไปบนท้องฟ้า เหลือทิ้งไว้เพียงขนนกสีขาวที่มีปลายสีน้ำเงินเข้มกระจายไปทั่วบริเวณ

การเดินทางในครั้งนี้จัดว่ารวดเร็วมากเพราะใช้เวลาเพียงสิบนาทีทั้งสองก็พุ่งลงมาบนยอดปราสาทที่เป็นจุดลงจอดของเวทเคลื่อนย้าย

“แค่กๆ ทำไมเขาต้องทำเอฟเฟ็กขนนกพวกนี้ด้วยเนี้ย”ฟาริสบ่นขณะไอเอากลุ่มขนนกที่ลอยเข้าปากตนตอนร่อนลงจอดจน ทำให้รูนหัวเราะออกมาเบาๆ แต่เสียงหัวเราของเขาก็หยุดลงเช่นเดียวกับฟาริสที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

ควันไฟ…
ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มเดียวจากโรงอาหาร ห้องทดลอง หรือ ลานฝึกเวท ที่มักมีอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับไฟเสมอ เพราะครั้งนี้พื้นที่หลายจุดของโรงเรียนถูกปกคลุมด้วยควันหนาสีดำ

“รูน!!”ฟาริสส่งเสียงเฉียบขาดก่อนพุ่งเข้าไปกอดร่างของมังกรหนุ่มเอาไว้ แบบไม่ลังเลแม้แต่น้อยพริบตานั้นร่างของมังกรตรงหน้าก็แปรสภาพกลายเป็นทอนฟาในมือ

หมาป่าหนุ่มควงอาวุธอย่างคล่องแคล่ว ก่อนใช้มันรับการโจมตีแบบไม่บอกล่าวของกลุ่มสัตว์ชุดดำที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเสียเหลือเกิน
“พวกแกมันพวกเมื่อวานนี้”ฟาริสกล่าวอย่างเดือดดาลก่อนกระแทก สัตว์ชุดดำที่เริ่มกรูกันเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย

‘คุณฟาริสครับ ระวังข้างหลัง’เสียงของรูนดังขึ้นในหัวทำเอาหมาป่าหนุ่มอึ้งไปชั่วขณะแต่ก็ไม่นานพอที่จะทำให้เขาถูกลอบกัด หมาป่าหนุ่มเอี่ยวตัวหลบคมดาบที่ถูกฟาดลงมาก่อนใช้ทอนฟากระแทกอีกฝ่ายออกไปจนมันร่วงลงจากดาดฟ้า
“ดีใจนะเนี้ยที่นายเริ่มพูดจาเวลาอยู่ในสภาพนี้”ฟาริสพูดขำๆขณะพยายามหลบหลีกการโจมตี จนกระทั่งเขาโดนปิดล้อมเอาไว้ทุกด้าน

“เอาไง…”หมาป่าหนุ่มถามรอยยิ้มเย็นๆปรากฏบนใบหน้า ถ้ามันเป็นการต่อสู้เมื่อวานเขาคงจะลนลานและพยายามหาทางหนี แต่ตอนนี้รูนสามารถสื่อสารกับเขาได้ทั้งๆผสานร่างอยู่ก็หมายความว่า โซนาต้าของพวกเขาพัฒนาขึ้นถึงสองขั้นในชั่วข้ามคืน แม้ว่าฟาริสไม่ค่อยอยากยอมรับสาเหตุของการพัฒนาในครั้งนี้ก็เถอะ

“งั้นพูดตามผมนะครับ”เสียงของมังกรหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ฟาริสพยักหน้าและเริ่มพูดภาษาโบราณที่ได้ใจความว่า
“เสียงแห่งความจริงที่จะดังก้องในห้วงแห่งนิรันเอ๋ย โปรดรับฟังคำของพวกข้าโปรดสะท้อนความจริงแห่งชะตากรรมเพื่อเปิดทางสู่อนาคต Resonant of fate!!”

ทันทีที่กล่าวจบ ตรงหน้าของหมาป่าหนุ่มก็มีกลุ่มแสงสีทองปรากฏขึ้น มันค่อยๆกลายเป็นมังกรขนาดจิ๋วสีทอง ทีหน้าตาน่ารักน่าชัง มีดวงตาสีแดงทับทิมที่ออกจะกลมโต ปีกค้างคาวเล็กๆสองคู่ที่กระพือตลอดเวลาและส่วนหางของเห็นรูปตัวกุญแจซอล

“สวัดดีครับเจ้านาย เรโซแน้นซ์ ออฟ เฟส ยินดีรับใช้ขอรับ จะเรียกผมย่อๆว่า เฟส ก็ได้นะครับ”มังกรตัวน้อยพูดด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก

“พักเรื่องทักทายเอาไว้ก่อน เอาเป็นว่าเราจะจัดการพวกนี้ยังไงดี”ฟาริสตัดสินใจตัดบทสนทนาก่อนที่ตัวเองจะถูกถีบร่วงตามเคโมะตัวเมื่อกี้ไป เขาถามถึงความสามารถของโซนาต้าด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ซึ่งผิดกับเจ้ามังกรที่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงดี้ด้าซะเหลือเกิน มันเอาแต่พร่ำบ่นว่า เขาคือเจ้านายคนล่าสุดหลังจากที่ไม่ได้ทำพันธสัญญามาหลายร้อยปี

“ช่างมันก่อนเถอะหน่า ไม่งั้นแกอาจต้องรอไปอีกหลายร้อยปีเลยก็ได้ถ้าขืนมัวชักช้าแบบนี้”ฟาริสที่หมดความอดทนแหวใส่ เฟสที่จ๋อยลงไปซะสนิท

ซึ่งมันก็ทำตามคำสั่งทันทีแต่ออกจะจริงจังไปหน่อยเพราะข้อมูลที่ส่งมานั้นเล่นเอาหัวของฟาริสแทบแตกเป็นเสี่ยง
“โอย…พอก่อนได้ เอาแค่นี้ก่อนก็พอขืนส่งมามากกว่านี้ละก็ฉันได้ตายจริงๆแน่”แค่นั้นแหละมังกรตัวน้อยก็เขื่อนแตกร้องไห้โฮทันที

“นอกจากคู่หูบ้องๆแล้วฉันยังต้องมาเจอภูตไม่สมประกอบอีกหรือเนี้ย”ฟาริสพึมพำอย่างนึกสังเวชตัวเองไม่ได้ จนมีเสียงของรูนแทรกขึ้นมาว่า
“ทำเป็นพูดดีคุณเองก็ไม่ต่างจากผมเท่าไหร่หรอกครับ แล้วก็อย่ามัวแต่คุยเพลินระวังจะโดยสอยเอานะครับ”

“…นั่นซินะ”ฟาริสพึมพำเบาๆ ที่จริงแล้วตลอดเวลาที่กำลังพูดๆกันอยู่นี้ หมาป่าหนุ่มก็โดดรุกไล่อยู่ตลอดเวลาและยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อเขาเอาแต่หลบฝ่ายเดียวไม่ตอบโต้กลับ

ฉันจะเลาะปากกับสมองเน่าๆของพวกแกเอง….
ฟาริสคิดในใจก่อนจะตั้งการ์ดเพื่อพร้อมโต้กลับ ในหัวยังคงมีข้อมูลที่พึ่งถูกยัดเยียดเข้ามาสดๆร้อนๆ
หมาป่าหนุ่มพุ่งเข้าใส่ เคโมะชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุดในมือควงทอนฟาเพื่อเพิ่มแรงโจมตีก่อจะชกเข้าใส่ร่างขนาดมหึมาของโมะตัวนั้น

ปึก!!
แรงกระแทกเพียงครั้งเดียวถึงขั้นทำให้เคโมะมังกรที่สูงร่วมสองเมตรโงนเงน
ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือฟาริสอาศัยร่างของโมะตรงหน้าเป็นแท่นเหยียบเพื่อกระโดดขึ้นไปกลางวงของศัตรู

เขาสูดเอาอากาศจำนวนมากเข้าปอดจนแก้มพอง และอมมันไว้เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมก่อนที่จะตะโกนออกมาด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติหลายเท่าตัว ดังจนพื้นเบื้องล่างสั่นสะเทือนและทำให้เหล่าเคโมะชุดดำหลายตัวล้มลงทันที บ้างตัวก็มีเลือดทะลักออกมาจากหู และบางตัวก็ถึงกับมึนหรือสูญเสียการได้ยินไปชั่วขณะ

เช่นเดียวกับฟาริสที่รู้สึกหน้ามืดกะทันหันจนต้องคลายการผสานร่างและอาจหัวกระแทกพื้นหากรูนรอรับร่างของหมาป่าหนุ่มเอาไว้
“ขอพักซักสองนาทีนะ”หมาป่าหนุ่มพึมพำอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะหลับตาลง
ซึ่งรูนเพียงแค่ยิ้มบางๆจริงๆแล้วคนที่ควรพักควรเป็นคนที่พึ่งหายไข้อย่างเขาเสียมากกว่า แม้จะไม่เหลือแรงแล้วเช่นกัน แต่รูนก็ค่อยๆอุ้มร่างของหมาป่าหนุ่มขึ้นมา โดยมีเสียงเชียร์และให้กำลังใจจากมังกรตัวจิ๋วที่บินอยู่ไม่ห่าง

เปรี้ยง!!
เสียงดังกึ่งก้องดังขึ้นจากข้างหลังจนมังกรหนุ่มต้องเบิกตากว้าง เมื่อลำแสงสีดำพุ่งทะลุไหล่ของเขาไป
ความเจ็บปวดพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วแต่เจ้าตัวยังคงฝืนใจประคองร่างของฟาริสเอาไว้
“เจ้านาย!!”มังกรน้อยร้องอย่างตกตะลึง ก่อนจะพยายามบินเข้าไปกดแผลด้วยร่างกระจ้อยร่อยนั้นขณะเดียวกันน้ำตาเม็ดโตก็ทะลักออกมาจากมันไม่หยุด

ตอนนั้นเองที่มีเสียงปรบแปะๆดังขึ้น
เมื่อมังกรหนุ่มหันกลับไปเขาก็พบกับดวงตาสีแดงสดราวกับเลือดจ้องสวนกลับมา
ความเย็นวูบเข้ามาในอกของมังกรหนุ่ม ความกลัวที่อยู่ก้นบึ้งจิตใจประทุออกมาจนตัวของเขาสั่นไม่หยุด สั่นมากเสียจนเขาไม่สามารถประคองร่างของฟาริสได้อีกต่อไป

มังกรหนุ่มต้องมองดวงตาสีแดงปานเลือดของเคโมะในเงามืด ซึ่งส่งยิ้มให้อย่างเหยียดหยามและพูดด้วยน้ำเสียงที่แสนเย็นขาและวังเวงว่า

“ผมมารับแล้วครับ….คุณหนู”

To be continue…..

--------------------------------------
จบไปอีกหนึ่งตอนแล้วขอรับ ตอนนี้โมะบางตัวอาจจะสงสัยว่า โซนาต้ามันมีกี่ระดับแล้วโซนาต้าที่โผล่มานั้นชื่อว่าอะไรบ้างวันนี้ผมเลยถือโอกาสอธิบายเพิ่มเติมเลยละกัน

โซนาต้าจะแบ่งออกคร่าวๆได้ห้าระดับครับ
ระดับแรกนั้น คือสภาพของผู้ใช้โซนาต้าที่มีค่าซิงโครต่ำเกินไปทำให้ แทบไม่ต่างอะไรจากปกติเลยนอกจากความสามารถเพิ่มขึ้นนิดๆหน่อยๆ นอกจากนี้หากค่าซิงโครต่ำเกินไปอาจเกิดอันตรายกับทั้งคู่ได้ อาทิไม่สามารถคืนร่างได้ ถูกกลืนกิน หรือเกิดการสะท้อนกลับ

ระดับที่สองนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้โซนาต้ามีค่าซิงโครสูงขึ้น ทั้งคู่จะเรียนรู้ชื่อของโซนาต้าและสามารถใช้พลังพิเศษได้ โดยทั่วไปคนส่วนมากจะเริ่มต้นที่ระดับนี้ในกรณีที่ ทำพันธะสัญญาผ่านพิธีกรรม

ระดับที่สามนั้น ทั้งสองจะสามารถสื่อสารผ่านทางจิตในระหว่างผสานร่างรวมทั้งสามารถอัญเชิญ ภูตประจำโซนาต้าของตนออกมา เพื่อเรียนรู้ความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง แม้การอัญเชิญแต่ละครั้งจะเสียพลังงานมากแต่ขณะที่ภูตอยู่ข้างกาย พลังของผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นมหาศาลเช่นกัน อนึ่งภูตที่ถูกเรียกออกมายังสามารถอยู่ต่อได้แม้คลายการรวมร่างไปแล้วตราบใดที่ผู้ผสานร่างยังไม่สั่งให้กลับหรือยังมีพลังงานให้ดูดอยู่

ระดับที่สี่นั้นผู้ใช้โซนาต้าสามารถพลิกแพลงพลังของตัวเองได้ ตัวอย่างเช่นผู้ที่เดิมทีสามารถควบคุมลมได้ พวกอาจจะควบคุมอุณหภูมิหรือความสามารถในการเคลื่อนที่ของวัตถุเพิ่มขึ้นมา

ระดับที่ห้านั้น เป็นระดับที่มีเพียงคนไม่ถึงสิบคู่ที่สามารถก้าวเข้ามาถึง ระดับนี้โซนาต้าจะพัฒนาขึ้นมากและมีข่าวลือว่าทั้ง ทูนเนอร์และเพลเยอร์ สามารถสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันได้

ชื่อของโซนาต้าที่ปรากฏในเรื่องจนถึงปัจจุบัน

Resonant of fate – The voice that will echo in eternity
ความสามารถ เสียง
ประเภท ทอนฟา
ผู้ครอบครอง ฟาริส/รูน

White snow in summer – The snow that will seal all wraths
ความสามารถ น้ำแข็ง
ประเภท ธนู
ผู้ครอบครอง มารีอองนู/ลุค

Burning Tear – The tear of emotionless doll
ความสามารถ เทียนไข
ประเภท แส้
ผู้ครอบครอง ลูเซีย/ไอแซค

Might of colossus – The power that will past to future
ความสามารถ เพาเวอร์อัพ
ประเภท หอก
ผู้ครอบครอง ซาราวอค/เรนีส
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 1975

Joined: 3 Dec 07

Location: ตึกEPA

Post 17 Jun 10

Re: Beast Sonata ch8

รออ่านต่อ @w@
การทำลายอะไรมันเป็นเรื่องง่าย แต่การสร้าง เป็นสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 20 Jun 10

Re: Beast Sonata ch8

มาอัพตอนใหม่แล้วครับตอนนี้เรื่องราวจะค่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆ ยังไงก็ช่วยติดตามกันต่อด้วยนะครับ
-----------------------------------
Ch9 เปลวไฟ

ความมืดมักจะกลืนกินทุกสิ่งแต่ขณะเดียวกันมันก็มักจะทำให้หลายๆสิ่งดูเด่นชัดขึ้น…อย่างเช่น…เปลวไฟ
เสียงกรีดร้องของเคโมะมากมายที่วิ่งหนีออกจากหมู่บ้านที่ลุกเป็นไฟ

ฉัวะ!! ฉัวะ!! ฉึก!!
คมดาบและธนูที่พุ่งตามหลังพวกเขามานั้นสังหารพวกเขาอย่างรวดเร็ว เหล่าเคมะชุดดำที่เดินออกมาจากเปลวไฟต่างยิ้มเหี้ยม และวิ่งไล่ตามเหล่าผู้รอดชีวิต

เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งผสานกับเสียงกรีดร้องที่แหวกไปในราตรี
ใจกลางหมู่บ้านที่ลุกเป็นไฟ งูตัวใหญ่นั่งมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวกับละครฉากหนึ่ง
“อา…ช่างงดงามจริงๆ”เขาปาดน้ำตาแห่งความปิติออกจากดวงตาสีอำพันคู่นั้น และพูดกับมนุษย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังว่า”จะไม่มานั่งด้วยกันหรอ มิสเตอร์จอร์น”

“ไม่หล่ะ…”ชายที่สวมชุดกันไฟสีส้มกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะหมวกที่เหมือนถังที่ชายคนนี้สวมทำให้ไม่สามารถมองเห็นหน้าตา มีเพียงดวงตาสีดำเหมือนน้ำเน่าปรากฏอยู่หลังแผ่นกระจก”แต่อย่าเผลอย่างพวกมันจนหมดหล่ะทางเราต้องการตัวอย่างไปวิจัย”
“แน่นอน”งูตัวนั้นพยักหน้า”แค่พวกสัตว์เลือดอุ่นซักตัวสองตัวข้าจะไว้ชีวิตให้ แต่ไม่รับปากนะว่าจะครบสามสิบสอง”
“อาไม่เป็นไร แต่อย่าลืมซิว่าเผ่าพันธุ์ของผมก็เป็นสัตว์เลือดอุ่นเช่นกันถึง”ชายคนนั้นตอบอย่างไม่ถือสา ทั้งสองมองหมู่บ้านค่อยๆถูกกลืนกิน

“เปลวไฟช่างงดงามจริงๆ”งูตัวนั้นกล่าวอย่างมีความสุข ก่อนจะเลื้อยหายเข้าไปในกองเพลิงพร้อมกับมนุษย์ที่สาวเท้าตามไปอย่างไม่รีบร้อนขณะที่พึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“ไม่ว่าจะพวกเลือดเย็นหรือหน้าขนก็โง่เหมือนๆกันหมด”

ขณะเดียวกันในคืนนั้นหมาป่าหนุ่มค่อยเปิดตาขึ้นอย่างเหนื่อยล้า เขากวาดตามองไปรอบๆแต่พบว่ามีม่านสีขาวกั้นล้อมเขาอยู่ ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงพูดคุยกันเงาของเคโมะสองตัวปรากฏขึ้นหลังม่านสีขาวนั้น

“เจอใครอีกไหม”เสียงเขร่งขรึมดังขึ้น แล้วเงียบหายไปดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะใช้ท่าทางแทนการตอบคำถาม ความเงียบอันนั้นดำเนินไปอีกซักพักก่อนที่เสียงเดิมจะพูดว่า

“สั่งการให้อาจารย์เฝ้าระวังตามจุดต่างๆไว้ พวกมันอาจจะย้อนกลับมาอีก”สิ้นเสียงเงาของเคโมะหนึ่งในนั้นก็โค้งตัวให้ก่อนจะเดินออกไป ส่วนเคโมะที่เหลืออยู่ก็เดินตรงมาที่เขาทำให้ ฟาริสตัดสินใจแกล้งหลับต่อไป

“ไม่ต้องแกล้งหลับหรอกเจ้าหนู”เสียงเคร่งขรึมนั้นดังขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งดึงผ้าห่มสีขาวออกจากตัว
“รู้ด้วยหรอครับ”ฟาริสถามก่อนจะยอมเปิดตาเพื่อพบกับผู้อำนวยการวอลรัสที่ลอยตัวอยู่เหนือเขา

“ก็เล่นขยับซะเสียงดังขนาดนั้น ต่อให้คนหูหนวกก็ต้องได้ยินละนะ”วอลรัสตัวจิ๋วยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ซึ่งนั่นทำให้หมาป่าหนุ่มต้องกรอกตาไปมา เพราะเขามั่นใจว่าเสียงที่เกิดนั้นเบาพอๆกับเสียงเข็มตก

“แล้วคู่หูของผมละครับ…”ฟาริสถามขณะมองไปรอบๆห้องพยาบาลที่เขาคุ้นเคย แม้ว่ามันจะดูเสียหายไปบ้างเพราะการโจมตี กำแพงบางส่วนพังทลาย ตู้และชั้นวางของยับเยินแม้แต่ขวดยาก็ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี แต่เตียงสีขาวสะอาดเตียงที่เหลือรอดบางส่วนก็ว่างเปล่าไม่มีร่องรอยของผู้อื่นเข้ามาใช้งาน

“เขาอยู่ที่สวน…”ผู้อำนวยการวอลรัสตอบแววตาของเขานั้นบ่งบอกถึงความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ซึ่งนั้นทำให้เขาไม่สบายใจอย่างยิ่งมันเหมือนกับสายตาของแพทย์ยามมองญาติๆแล้วพูดว่า

“ขอโทษนะแต่ครูพยายามทำได้ดีที่สุดแล้ว”
พรึบ!!
โดยไม่สนใจสังขารของตัวเองหมาป่าหนุ่มพุ่งออกไปนอกจากห้องเท่าที่สองขาของตัวเองจะ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ความหวาดกลัวมันจุกอยู่ที่คอ แม้ในใจยังเชื่อมั่นว่าคู่หูของตนจะไม่เป็นอะไร

ทางเดินที่ปกติจะคับคั่งไปด้วยผู้คนบัดนี้ กลับเงียบสงบมันช่างวังเวง ทั้งๆที่ปกติใช้เวลาในการวิ่งจากห้องพยาบาลไปยังสวนนั้นแค่ห้านาทีแต่ตอนนี้มันกลับรู้สึกเหมือนเนิ่นนานเสียเหลือเกิน ความกังวลก่อตัวขึ้นทุกย่างก้าวหากแต่ หมาป่าหนุ่มยังคงกัดฟันเพื่อวิ่งต่อไป

ไม่มีใครสามารถหนีจากความเป็นจริงได้ ดังนั้นถ้าให้เลือกระหว่างเจ็บปวดตอนนี้กับต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวที่จะเรียนรู้มันตลอดไป

เขายอมเจ็บปวดตอนนี้เสียยังดีกว่า เพราะอย่างน้อยความเจ็บปวดนี้ก็จะทำให้เข้มแข็งน้ำตาที่เสียไปก็จะช่วยให้ตัวของเราแข็งแกร่ง

สวนแห่งนี้ยังคงเงียบสงบเช่นทุกครา เหล่าตนไม้ที่ได้รับการตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบถูกปลูกไว้ในระยะเท่าๆกันเพื่อให้ร่มเงาแก่เหล่านักเรียนทั้งหลาย ดอกไม้หลากสีต่างชูช่อรับแสงจันทร์ ยั่วยวนให้หิงห้อยและแมลงน้อยใหญ่ออกมมาร่ายรำ ฟาริสคงจะหยุดเพื่อชื่นชมแต่ทว่าในยามนี้ใจของเขากลับจับจ้องไปที่ร่างหนาที่นั่งเพียงลำพัง

หมาป่าหนุ่มค่อยๆสาวเท้าเข้าไปอย่างเชื่องช้า มังกรตรงหน้านั้นเหมือนเพียงแค่หลับไป…ใช่เพียงแค่หลับไปเท่านั้น ฟาริสพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น แม้ในใจจะล่ำร้องว่ามีบางอย่างผิดปกติกับมังกรตรงหน้า

ถึงแม้จะหลับอยู่หมอนี้ก็ไม่เคยปล่อยให้ใครเดินเข้ามาใกล้โดยไม่หันกลับมาส่งยิ้มอย่างนี้มาก่อน และเมื่อเข้าไปใกล้ๆก็พบว่าเจ้าเฟทตัวน้อยกำลังส่งเสียงกรนเบาๆอยู่บนไหล่ของรูน ดูจากคราบน้ำตาที่เปรอะบนใบหน้าของมันแล้วมันคงจะร้องไห้จนหลับไป

ฟาริสค่อยๆยื่นมือออกไปช้าอย่างกล้าๆกลัวๆเขาสะกิดไหล่ของฝ่ายตรงข้ามเบาๆ แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
‘บางทีหมอนี้อาจจะแค่หลับไป’หมาป่าหนุ่มพยายามให้กำลังใจตัวเองก่อนที่จะรวบรวมความกล้าเดินไปประจันหน้ากับรูนตรงๆ
‘ใช่…หมอนี้มัน….แค่หลับไป’ถึงแม้จะคิดอย่างนั้นแต่น้ำตาของเขากลับไหลออกมาไม่หยุด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านความเข้มแข็งที่เพียรสร้างมาค่อยพังทลายลง ก่อนจะโผเข้ากอดร่างของมังกรที่ได้ชื่อว่าคู่หูและปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร

‘ใช่หมอนี้ก็แค่หลับไป…..แค่หลับ….ไป’ข้อความเดิมๆถูกพูดซ้ำไปมาราวกับต้องการตอกย้ำตัวเอง ขณะที่กอดร่างของมังกรหนุ่มที่ไม่ไหวติง แม้ยังหายใจแต่ดวงตาของเขากลับไร้แสงและเหม่อลอย จิตของรูนไม่ได้อยู่ที่นี้อีกแล้วนี้เป็นเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่าที่รอวันเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเท่านั้น

เหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของผู้อำนวยการที่กัดฟันกรอดอย่างเจ็บปวดใจ
“เจ้าต้องพรากผู้คนไปอีกเท่าไหร่ถึงจะพอใจ…..อยากจะสร้างตัวเจ้าหมายเลขสอง หมายเลขสามขึ้นมางั้นหรือ…เซเรน”

ในสถานที่ๆไกลออกไปในหอคอยสูงกลางเมืองใหญ่ ร่างสูงของมังกรเผือกส่งยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อรับขวดแก้วเจียระไนจากมือของเคโมะที่สวมผ้าคลุม

“ขอบใจมากที่เจ้ายอมเหนื่อย เรฟา”สตรีชาวมังกรกล่าวอย่างพึงพอใจขณะพิจารณาขวดแก้วสีทองใบนั้น
“มิได้ขอรับ กระหม่อม”เคโมะในผ้าคลุมตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดียวกับดวงตาสีโลหิตที่ไม่ไหวติง”หากเป็นประสงค์ของพระองค์แล้วต่อให้ทำลายโลกใบนี้กระหม่อมก็จะทำ”

คำตอบนั้นทำให้มังกรเผือกยิ้มอย่างพอใจก่อนจะถามต่อว่า“แล้วตอนไปรับเขากลับมาเขาดื้อรึเปล่า”
ซึ่งเคโมะที่ชื่อเรฟานั้นตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิมว่า
“ไม่ขอรับ ถึงแม้ว่าเขาจะขัดขืนบ้างแต่พอกระหม่อมบอกจะพาเพื่อนของเขากลับมาด้วยก็ทำให้เขาสงบลง”

คำตอบนั้นทำให้นางยิ้มอย่างพอใจอีกครั้งก่อนจะสั่งให้เคโมะตัวนั้นออกไป และต้อนรับการมาเยือนของงูตัวใหญ่และมนุษย์ที่บัดนี้สวมชุดสูทแบบนักธุรกิจ เผยให้เห็นเส้นผมเรียบเป็นมันสีดำสนิทที่เข้ากำดวงตาสีดำคู่นั้น

“การเก็บเกี่ยวเป็นไปด้วยดีขอรับท่านกระหม่อม”งูตัวนั้นกล่าวพร้อมโค้งกายให้เป็นเชิงล้อเลียน หากมังกรเผือกกลับไม่ถือสา นางเพียงแค่พยักหน้าครั้งหนึ่งและฟังรายงานจากมนุษย์คนนั้นเกี่ยวกับงานวิจัยและเตือนเรื่องข้อตกลงของทั้งสองเผ่าพันธุ์ก่อนจะสั่งให้ทั้งสองออกไป

เมื่อประตูปิดลงนางก็เดินไปยังห้องที่อยู่หลังบัลลังก์ ซึ่งเป็นห้องบรรทมของนางที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราฟู่ฝ่าชนิดที่ว่าเครื่องเรือนหนึ่งชิ้นคนธรรมดาอาจต้องใช้เงินทั้งชีวิตเพื่อซื้อมัน
นางวางขวดแก้วเจียระไนลงบนแท่นที่มีขวดใบอื่นอีกสองใบวางก่อนอยู่แล้วอย่างระมัดระวังและพูดด้วยน้ำเสียงที่รักใคร่และอ่อนโยนว่า

“อีกไม่นานลูกก็จะตื่นขึ้นแล้วนะ…เทียแมตลูกแม่”ซึ่งตอนนั้นแสงจันทร์ที่ลอดผ่านเข้ามาได้เผยให้เห็นร่างของ ทารกมังกรในหลอดแก้วที่ลอยอยู่เหนือเศษซากศพจำนวนมากที่กองรวมกันอยู่ก้นหลอด

"อีกไม่นาน แม่จะพิพากษาโลกอันโสมมใบนี้เอง....เพื่อวันที่ลูกลืมตาจะได้พบกับโลกที่สงบสุขและปราศจากพวกมัน....."


To be continue…..
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 27 Jun 10

Re: Beast Sonata ch9

Chapter 10 เส้นทาง

“ฮึก…ฮึก…ฮือ”ร่างของหมาป่าตัวน้อยร่ำไห้อยู่เพียงลำพัง พื้น ผนังหรือแม้แต่ท้องฟ้ารอบกายของเขานั้นแดงฉานราวกับเลือดหมาป่าตัวน้อยเอาแต่พร่ำพูดประโยคเดิมๆซ้ำไปมาว่า

“เป็น….เพราะผม…ทุกคนถึงต้องตาย…เพราะผมเป็นตัวซวย…คุณพ่อคุณแม่ถึง”
เฟียะ!!
ฝ่ามือหนาประทับบนแก้มของหมาป่าน้อยอย่างรุนแรง จนทิ้งรอยสีแดงจางๆไว้บนขนสีเงินเขางาม ก่อนตามมาด้วยเสียงสั่นเครือของใครบางคน

“ไม่ใช่ความผิดของนายซะหน่อย”เสียงเด็กที่มักจะมาเล่นกับหมาป่าตัวน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไม่แพ้กัน”ถ้านายคิดนายเป็นตัวซวย ฉันก็เป็นเหมือนกันเพราะทุกคนที่บ้านของฉันก็ตายไปหมดแล้ว ดังนั้นนายไม่ใช่ตัวซวยคนเดียวในโลกนี้ซะหน่อย!!”

“สัญญากับผมนะว่าจะไม่ไปจากผม…ฮึก…เราสองคนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป….ฮึก….ตลอดไป”

“นี้ก็ไม่ใช่….”เสียงพึมพำจากหมาป่าหนุ่มขณะที่เขาไล่นิ้วไปตามสันหนังสือหลากสีในห้องสมุด
ดวงตาของเขาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ใบหน้าของเขาดูโทรมไปเยอะเพราะไม่ได้นอนติดต่อกันมาสองคืน มังกรสีทองตัวน้อยบินมาเกาะไหล่ของเขาด้วยความเป็นห่วงหากแต่ ฟาริสเพียงแค่ส่งยิ้มให้มันเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังตู้หนังสือถัดไป

หลังจากที่ร้องไห้ทั้งคืนฟาริสก็พารูนไปส่งที่ห้องพยาบาล และตรงดิ่งไปที่ห้องสมุดทันทีหลังจากนั้นก็เรียกได้ว่าหมาป่าตัวนี้ย้ายสำมโนครัวเข้ามาสิงสถิตในห้องสมุดเป็นที่เรียบร้อย เพราะนอกจากเข้าห้องน้ำแล้ว เจ้าตัวยังไม่ยอมกิน นอน หรือแม้แต่เสียเวลาไปอาบน้ำแม้แต่น้อย

เขาเอาแต่ไปเปิดดูบัญชีรายชื่อหนังสือ ค้นหาข้อมูลผ่านเครือข่ายมนตรา เข้าไปโพสกระทู้ถามในดันเจี้ยน และเดินไปมาในจากตู้หนังสือหนึ่งไปอีกตู้หนึ่ง

“กำลังหานี้อยู่รึเปล่า”น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายดังขึ้นจากข้างหลัง เมื่อหันไปพบกับอาจารย์เรยะในชุดปกติของหล่อน ในมือของเสือดาวสาว มีนหนังสือหนังสีดำที่ดูสภาพแล้วคงอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีเพราะกระดาษนั้นเหลืองกรอบจนดูเหมือนกับว่ามันจะหลุดเป็นชิ้นๆทันทีที่เปิดมัน

“อาจารย์เอามาจากไหนงั้นเหรอครับ”ฟาริสถามแต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความระมัดระวังขึ้น เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้บอกใครว่าตัวเองกำลังคิดทำอะไรอย่างน้อยก็ไม่พูดกับ พวกอาจารย์แน่นอน

“จากเขตต้องห้ามระดับสิบ”เสือดาวสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงยานคานก่อนพูดต่อว่า”ส่วนนั้นหน่ะของสะสมผู้อำนวยการทั้งนั้น ทั้งโดจิน หนังสือปกขาว หรือแม้แต่อัลบั้มภาพของวอลรัสสาวในชุดบิกินนี่”

“เอ่อ…ผมไม่อยากรู้ของพวกนั้นหรอกครับ”หมาป่าหนุ่มตอบอย่างขอไปที ซึ่งอาจารย์สาวก็ยื่นหนังสือให้เขาแล้วพูดว่า
“คิดดีแล้วซินะ”คราวนี้น้ำเสียงของเธอไม่มีความล้อเล่นแฝงอยู่เลยเป็นการเตือนนักเรียนตรงหน้าให้รู้ถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากการตัดสินใจนั้นหนักหนากว่าที่เจ้าตัวคิดไว้
”เธอจะไม่สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมได้เป็นครั้งที่สอง ซึ่งรวมถึงการผสานร่างอีกครั้งกับคู่หูของเธอด้วย”

“ผมคิดดีแล้วครับ”ฟาริสตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ไม่มีความหวั่นเกรงอยู่ในน้ำเสียงแม้แต่ด้วย นั่นทำให้เสือดาวสาวพยักหน้าอย่างพอใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามเพื่อลองเชิงต่อว่า
“แม้ว่าเวลาหกปีที่เธอทุ่มเทในการเรียนจะต้องสูญเปล่าไปด้วยหน่ะหรือ?”

“ถึงผมจะไม่สามารถเป็นเพลเยอร์ได้อีก แต่ผมก็มั่นใจในวิชาต่อสู้ที่เป็นวิชาโทอยู่พอสมควร ถึงจบไปก็สามารถไปเป็นทหารรับจ้างชั้นกลางได้ ส่วนรูน…..ผมมั่นใจว่า เขาจะได้เจอกับเพลเยอร์ที่เหมาะกับเขามากกว่าผม”

“….ครูเคารพการตัดสินใจของนักเรียนเสมอ ดังนั้นครูจะไม่ห้าม แต่ว่าครูก็จะไม่ให้นักเรียนทำเรื่องที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการฆ่าตัวตายเหมือนกัน”เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผิดกับปกติที่มักจะเรียบๆสบายๆ”เพราะฉะนั้นเธอจะได้หนังสือเล่มนี้หลังจากที่เธอเรียนจบแล้วเท่านั้น”

“แต่รูนไม่มีเวลานานขนาดนั้นนะครับ!!”ฟาริสตะคอกใส่อาจารย์อย่างไม่สนเรื่องมารยาทหากแต่อาจารย์สาวยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้เธอพูดต่อว่า

“แต่ถ้าเธอพลาดมันจะไม่จบแค่รูนหรอกนะ มันจะรวมถึงตัวเธอแล้วก็คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่คนอื่นด้วย”คำพูดนี้ทำให้หมาป่าหนุ่มถึงกับสะอึก เขาไม่ได้พูดอะไรกลับมาอีกจนอาจารย์สาวต้องถอนใจ

“ถ้าอยากได้ครูมีเงื่อนไข”พอพูดมาถึงตรงนี้ดวงตาสีฟ่าของฟาริสก็เปล่งประกายอีกครั้ง ก่อนจะถามอย่างลิงโลดว่า”ว่ามาเลยครับ”

“ไปอาบน้ำกินข้าว แล้วก็พักผ่อนซะสภาพแบบนี้ถึงจะรู้เงื่อนไขไปก็ไม่….”ยังไม่ทันที่เธอจะจบประโยคร่างของฟาริสก็พุ่งหายไปจากห้องสมุด นั่นทำให้อาจารย์สาวต้องเกาหัวอย่างเหนื่อยใจ

“เด็กหนอเด็ก….ทั้งๆที่คิดจะกลายเป็นมารเต็มตัวแล้วทำไมไม่หัดสร้างมาดแบบพวกมารบ้างนะ”
ฟาริสทำตามคำสั่งของอาจารย์อย่างเคร่งครัดกลับไปอาบน้ำกินข้าวและล้มตัวลงนอน ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาอีกทีในเช้าวันรุ่งขึ้นและพุ่งตรงไปที่ห้องพักครูหลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว

“มาแล้วซินะ”อาจารย์เสือดาวสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะโบกมือหยอยๆเป็นเชิงให้ตามมา
เธอพาหมาป่าหนุ่มไปยังห้องเรียนวิชาการต่อสู้ซึ่งเป็นห้องโล่งกว้าง แต่ไม่สามารถจุคนได้เยอะเท่าห้องโถงกลางที่ใช้จัดการประลองทุกๆครั้ง

“พวกเธอ…”ฟาริสพูดอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นสัตว์อีกสี่ตัว ยืนรออยู่ในห้องแล้ว
“งาย….”แฮมเตอร์สาว รุนรุน เอ่ยทักหมาป่าหนุ่มเป็นคนแรกตามประสาคนที่เรียนด้วยกันมานาน ขณะที่ อัสรันแมวเปอร์เซียคู่หูของเธอนั้น เพียงแค่ส่งเสียงฮึ ออกมาเป็นเชิงรับรู้การมาถึงของเขา

“จารย์เรยะบอกว่า มีภารกิจง่ายๆแต่ได้คะแนนดีพวกเราก็เลยมา”สิงโตร่างยักษ์เลโอกล่าวด้วยน้ำเสียงกวนอวัยวะเบื้องล่าง ขณะที่เหล่ไปทางอาจารย์ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่มุมห้อง
“เอ่อ…แล้วคุณรูนหล่ะคะ”แกะสาวรูริ ถามด้วยน้ำเสียงสงสัยขณะมองไปรอบๆเพื่อหาคนที่เธอพูดถึง

“เขาไม่สบายหน่ะ”ฟาริสตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนเหมือนไร้ความรู้สึก และก่อนที่เธอจะได้ถามเพิ่มเติมอาจารย์สาวก็ปรบมือเพื่อเรียกความสนใจก่อนอธิบายสาเหตุที่เรียกมาวันนี้ว่า

“ครูอยากให้พวกเธอทั้งสี่คนสู้กับหมอนั่นในขณะที่ใช้โซนาต้า” เธอบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆโดยไม่สนใจอาการประหลาดใจของนักเรียนทั้งสี่

“แต่ว่าคู่หูของเขาไม่มานี่คะ”รูริแย้งด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจหากแต่ ฟาริสกลับตอบไปว่า
“ไม่เป็นไรเรื่องนี้ผมขอให้อาจารย์ช่วยฝึกเองแหละ”หมาป่าหนุ่มตอบพร้อมกับรอยยิ้มน้อย ทำให้แกะสาวยอมพยักหน้าแม้ว่าสาวตาของเธอจะไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดออกมาแม้แต่น้อย

“เอาหล่ะอย่ามัวเสียเวลาเลย ฟาริสเธอเตรียมอาวุธมาแล้วใช่รึเปล่า”อาจารย์เรยะถามขณะเดินไปเปิดอาณาเขตเวท เพื่อไม่ให้บริเวณโดยรอบเสียหาย

“ครับ”หมาป่าหนุ่มตอบสั้นๆ ในมือถือทอนฟาไม้เอาไว้คู่หนึ่ง ขณะที่เฟสก็บินมาอยู่คียงข้างของเขาและพูดด้วยน้ำเสียงก้องกังวานว่า
“ผมก็จะสู้กับเจ้านายด้วยครับ”มันพูดด้วยน้ำเสียงมาดมั่น แน่นอนว่าจะมีเพียงเจ้าของโซนาต้าเท่านั้นที่สามารถมองเห็นภูตของตนได้

และไม่เคยมีประวัติวว่าภูติจะมีประโยชน์อื่นใดนอกจากช่วยเพิ่มพลังเวลาผสานร่างเลย แต่ว่า….

สำหรับตอนนี้แค่น้ำใจก็เพียงพอแล้วหล่ะ
“เอ้าจะมัวรีรอไรอยู่หล่ะ เริ่มสู้กันได้แล้ว”อาจารย์เรยะพูดเมื่อเห็นเหล่านักเรียนต่างไม่ขยับเขยื้อน ซึ่งฟาริสถือว่านั้นเป็นสัญญาณต่อสู้เขาย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนจะพุ่งเข้าใส่ เพื่อนนักเรียนทั้งสี่ที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

To be continue…
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 1975

Joined: 3 Dec 07

Location: ตึกEPA

Post 29 Jun 10

Re: Beast Sonata ch10

รออ่าน @w@
การทำลายอะไรมันเป็นเรื่องง่าย แต่การสร้าง เป็นสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 4 Jul 10

Re: Beast Sonata ch10

เอาตอนต่อไปมาลงแล้วครับ ขอบคุณที่ตามอ่านเน้อ ^w^
------------------------------
Chapter 11 darkness is my hope

“ระวัง!!”เลโอ ตะโกนก่อนจะผลักรูริออกไปให้พ้นทางเมื่อฟาริสเล็งจัดการเธอก่อนเป็นคนแรก แกะสาวหน้าถอดสีเมื่อเห็นคู่หูของตัวเองโดนกระแทกเข้าอย่างจังจนเซไปหลายก้าว

“โทดทีนะแต่ฉันแพ้ไม่ได้”ฟาริสกล่าวด้วยเสียงเรียบๆ หากแต่แววตาของเจ้าตัวแสดงถึงความเสียใจอยู่ไม่น้อย หมาป่าหนุ่มเข้ารุกไล่แกะสาวที่ตกเป็นรองอย่างรวดเร็วและคงจะจัดการเธอสำเร็จไปแล้วหาก ไม่โดนร่างเล็กๆของรุนรุน พุ่งเข้ามาขัดขวางเอาไว้

“รังแกผู้หญิงแบบนี้ไม่สวยเลยนะฟาริส”หนูสาวกล่าวอย่างไม่พอใจขณะใช้ ฝ่าเท้าเล็กๆของเธอถีบเข้าหน้าของหมาป่าหนุ่มเต็มๆ
“ถ้าไม่เก็บคนอ่อนแอที่สุดก่อนก็แย่หน่ะซิ ที่นี้คือสนามรบนะ”ฟาริสสวนกลับ พร้อมกับระดมหมัดเข้าใส่หนูตรงหน้า
“อ๋อ หรองั้นนายก็ควรจะระมัดระวังตัวมากกว่านี้หน่อยนะ”เจ้าตัวบอกด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ก่อนจะเหลือบไปบนพื้นซึ่งทำให้ฟาริสต้องเหลือบไปมองตามตาม

มีดสีทองสลักลวดลายงดงามสามเล่มถูกปักอยู่บนพื้น เรียงตัวกันเป็นอาณาเขตสามเหลี่ยมที่มี ฟาริสเป็นนจุดสูญกลาง
“ชิ…”หมาป่าหนุ่มส่งเสียงสบถเบาๆก่อนจะพยายามกระโดดออกมาหากไม่ติดว่าขาของเขาถูกรากไม้เกาะเอาไว้อย่างหนาแน่นจนขยับไม่ได้

“รุกฆาต”รุนรุนประกาศก้อง และสิ่งที่ตามมาคือกระแสไฟฟ้าแรงสูงพุ่งเข้าใส่ฟาริสที่หมดทางหนี
ความเจ็บปวดพุ่งปลาบเข้ามาจนแทบสลบ หากแต่หมาป่าหนุ่มยังคงกัดฟันเอาไว้

“เจ้านาย!!”มังกรตัวน้อยร้องอย่างตื่นตระหนก แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยมันพยายามพุ่งชนใส่รุนๆที่อยู่ใกล้ที่สุดแต่ผลที่ได้คือการทะลุผ่านไปราวกับว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น

แม้ดวงตาจะพร่าเลือน แต่ฟาริสก็ยังคงกัดฟันเขารู้สึกชาไปทั่วร่าง แต่ยังคงยืดหยัดอยู่เพราะสิ่งที่อยู่ข้างหลังเขานั้นหนักหนากว่าอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยแค่นี้

“ลังเลอะไรอยู่หล่ะเข้ามาซิ”หมาป่าหนุ่มพูดท้าทายเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ทั้งสองหยุดมือ เลโอมองมาที่ฟาริสอย่างเคร่งขรึมเพียงชั่วครู่ก่อนจะกระโจนเข้าใส่และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ฉันนับถือในความตั้งใจของนาย แต่มันโง่มากที่จะสู้ต่อทั้งๆที่ตัวเองหมดสภาพแล้ว”ไม่ว่าเปล่าสิงโตหนุ่มเงื้อขวานสองคมด้ามยักษ์และฟันใส่ฟาริสเต็มแรง

เปรี้ยง!!
ทอนฟาที่เขายกขึ้นมาป้องกันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ หากแต่ฟาริสยังคงไม่ยอมแพ้พาร่างที่ชาจนแทบไร้ความรู้สึกหลบออกมาได้อย่างหวุดหวิด

“นายเสียอาวุธแล้ว ตามกฎของการประลองก็ถือว่าจบการแข่งขัน”สิงโตหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ”ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายคิดจะทำอะไร แต่ถ้าหากเรื่องที่นายกำลังจะทำยากกว่าสู้กับพวกเราสองคนด้วยอาวุธธรรมดาละก็เลิกซะ….เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่นายจะทำได้ด้วยตัวคนเดียว”ไม่ว่าเปล่าเขายื่นมือหนามาเพื่อช่วยพยุง หากแต่ฟาริสกลับปัดมือนั้นออกลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง และพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปว่า

“ขอบใจที่หวังดี…แต่เรื่องนี้ไม่มีใครสามารถช่วยฉันได้ทั้งนั้น”

“ไม่ต้องตามไปหรอก”เรยะกล่าวห้ามเมื่อเห็นนักเรียนทั้งสี่คนจะเดินตามฟาริสไป
“แต่อาจารย์ หมอนั้นมันผิดปกติมากๆเลยนะถึงเจ้านั้นจะมุทะลุบ้างแต่ก็รู้ขีดจำกัดของตัวเองไม่เคยทำอะไรโง่แบบนี้”รุนรุนกล่าวอย่างมีอารมณ์ ขณะที่เลโอที่เรียนด้วยกันจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและพูดเสริมว่า

“ใช่ถึงหมอนนั้น จะงี่เง่า ขี้แพ้ชวนตี แถมยังเบี่ยงเบนก็เถอะ แต่ผมไม่เคยเห็นมันสู้แบบโง่ๆเกินมาตรฐานของคนทั่วไปมาก่อน”
“อาจารย์คะเกิดอะไรขึ้นกับคุณฟาริสแล้วก็คุณรูนกันแน่คะ”แกะสาวรูริตั้งคำถามบ้างเธอมองออกไปนอกทางเดินที่ว่างเปล่าอย่างเป็นห่วง ด้านอัสรันแม้จะไม่พูดอะไรบอกมาแต่เขาก็จ้องเขม็งอาจารย์ตรงหน้าแบบไม่ปล่อย

นั้นทำให้อาจารย์เสือดาวสาวต้องถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายใจ บางทีถ้าเด็กคนนั้นยอมลดทิฐิและหันกลับมาบ้างเส้นทางที่เขาจะเลือกคงแตกต่างออกไป

เสือดาวสาวไตร่ตรองอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดว่า
“ถ้าอยากรู้ก็ลองไปถามเจ้านั้นเองแล้วกัน”

“หมอนั้นในสภาพนั้นหน่ะ ไม่มีทางเปิดปากบอกหรอก”รุนรุนกล่าวอย่างหงุดหงิด”ปกติก็ไม่ค่อยพูดระบายอะไรอยู่แล้ว ยิ่งเป็นบ้าอย่างนั้นด้วยหล่ะก็อย่าหวัง”

“ถ้าเขาอยากผ่านการทดสอบละก็เขาจะมาพูดกับพวกเธอเอง”อาจารย์สาวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและพูดดักคอไว้ก่อนว่า”แต่ครูไม่ได้บอกว่าให้พวกเธอยอมอ่อยให้หมอนั้นหรอกนะ ถ้าคิดจะล้มมวยต่อหน้าครูละก็ยังเร็วไปสิบปี”

“หมายความว่าพวกเราต้องอยู่ที่นี้ต่อซินะครับ”อัสรันถาม”อาจารย์ควรให้คะแนนดีตามที่พูดไว้นะครับ เพราะปกติภารกิจระดับ B พวกเราทำแค่สามวันก็เสร็จแล้ว”

“นั้นแหละคือระยะเวลาของหมอนั้น และถ้าพวกเธอจชนะจนถึงวันที่สามพวกเธอจะได้คะแนนของภารกิจระดับ A พอใจรึยัง”
“มีภารกิจง่ายๆแบบนี้ในโลกด้วยงั้นหรอ”เลโอกรอกตาไปมาขณะมองอาจารย์สาวตรงหน้า ซึ่งทำให้เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ เลโอลี่”
“อย่าเรียกผมด้วยชื่อนั้น!!”สิงโตหนุ่มกล่าวก่อนจะเดินตึงตังออกไปอย่างหัวเสีย ซึ่งทำให้อาจารย์เรยะส่ายหน้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆแต่พอให้ทุกคนในห้องได้ยินว่า

“ว้า…เจ้าลูกสิงโตตัวน้อยที่ชอบฉี่รดที่นอนเข้าวัยต่อต้านซะแล้ว แบบนี้หม่ะม้าก็เสียใจแย่ซิ”
นั้นทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาก่อนจะเดินไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน

“เจ้านาย…”เฟสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาขณะบินเข้ามาคลอเคลียเพื่อให้กำลังใจ
“ฉันไม่เป็นไร….ขอบใจนะ”หมาป่าหนุ่มเอ่ยขอบใจภูตของตน แม้บาดแผลทุกอย่างจะหายไปเมื่อเขาเดินออกมาจากห้องแต่บาดแผลในใจของเขากลับยิ่งลึกลงไปอีก

เขาสาปแช่งในความไร้พลังของตน เพื่อนคนสำคัญของเขากำลังเจ็บปวดแต่ว่าเขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย แน่นอนว่าพวกเขาพึ่งมาจับคู่กันได้เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้นแต่ทุกครั้งที่ผสานร่าง เขาจะเข้าใจความคิดคำนึงของอีกฝ่ายกันมากขึ้น และนั้นทำให้เขารู้ด้วยว่าหมอนั้นมันห่วงเขาแค่ไหน

มันไม่ใช่ความห่วงของเพื่อนหรือคนรัก มันออกจะคล้ายกับความรู้สึกของคนในครอบครัวมันอบอุ่น…และไม่มีความคิดอื่นเข้ามาเจือปน

นั้นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจหมอนั้นก็ได้ ไม่ใช่เพราะเขาต้องมาจับคู่กับหมอนั้น ไม่ใช่เพราะจูบแรกของเขาถูกหมอนี้แย่งไป(ถึงจะเพราะผายปอดก็เถอะ) และไม่ใช่เพราะคำครหาหลังจากที่ทั้งคู่กลายเป็นคู่หูกัน

แต่เพราะความห่วงใยที่มากเกินไปของหมอนั้นมันทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ควรจะได้รับมัน เพราะในเมื่อเขาไม่เคยได้ทำอะไรให้หมอนั้นสมควรห่วงเขาแบบนั้นแท้

ระหว่างที่เขาเดินไปเรื่อยๆขาทั้งสองของเขากลับพามาที่สวนฤดูหนาวที่เป็นห้องเรียนสำหรับวิชาเอาตัวรอดในอากาศหนาว รวมถึงวิชาเวทมนต์สายน้ำของเหล่านักเรียนเวทเช่นกัน

“หิมะ..”หมาป่าหนุ่มพึมพำเบาๆ เมื่อเกร็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ตกลงมากระทบจมูกของเขา
“เจ้านายๆดูซิๆ”มังกรสีทองตัวน้อย ยิ้มอย่างร่าเริงขณะที่บินไปรอบๆ

“เด็กหนอเด็ก….”หมาป่าหนุ่มพึมพำเบาๆขณะมองไปที่มังกรตัวจิ๋วที่เจ้าตัวบอกว่าอายุร่วมพันปีแล้วก็ตาม
“นี้ๆเจ้านายดูซิๆ”มันร้องอย่างร่าเริง ขณะชี้ไม้ชี้มือไปที่ดอกไม้สีขาวสะอาดที่กลืนไปกับหิมะ

“ดอกฮอฟนิล งั้นเหรอ”ฟาริสพึมพำขณะเอานิ้วไล้ไปตามกลีบดอกเล็กๆ ที่ชูช่อรับละอองหิมะที่โปรยลงมา ดอกไม้ที่ได้ชื่อว่ามีความอดทนเป็นเลิศ การรอคอยที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง คำสั่งเสียครั้งสุดท้ายและการสืบทอดปฏิธาน….

เพราะฮอฟนิล คือดอกไม้ที่จะบานในฤดูหนาวและรอคอยอย่างอดทนท่ามกลางความโหดร้ายของสภาพอากาศและจะร่วงโรยลงเมื่อได้รับแสงแรกของฤดูใบไม้ผลิ เมื่อร่วงโรยไปแล้วรอบๆบริเวณนั้นจะเขียวชอุ่มไปด้วยดอกไม้นานาพัน ราวกับว่ามันปกป้องพื้นดินแห่งนี้เพื่อให้ดอกไม้ช่ออื่นได้เติบโต

ในตอนนั้นเองถ้อยคำที่เขาเคยพูดกับใครบางคนก็บ้างผุดขึ้นมาในสมอง คำพูดที่ตนเคยพูดให้กับเพื่อนในวันเยาว์ที่ไม่สามารถจำหน้าได้
“ถ้าเธอเป็น ฮอฟนิล งั้นฉันจะเป็นเกลีลิช ถึงแม้ว่าการรอคอยของนายจะนานตลอดชีวิตแต่ฉันมั่นใจว่าถ้าพวกเรามีความสุขตลอดไป”

“กลีลิชงั้นหรอ”หมาป่าหนุ่มพึมพำเบาก่อนจะหัวเราะอย่างขมขื่นให้กับความไร้เดียงสาในวัยเยาว์ของตนเอง
“คนที่มีแต่จะทำให้คนรอบข้างเป็นทุกข์ไม่สมควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นดอกไม้แห่งความสุขหรอก….”

To be continue….
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv2

Posts: 44

Joined: 9 May 10

Location: ว่ายน้ำเล่นอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก

Post 7 Jul 10

Re: Beast Sonata ch11

ตามมาอ่านต่อครับผม
ImageImage
User avatar

Player Lv3

Posts: 1975

Joined: 3 Dec 07

Location: ตึกEPA

Post 12 Jul 10

Re: Beast Sonata ch11

อยากอ่านต่อ @w@
การทำลายอะไรมันเป็นเรื่องง่าย แต่การสร้าง เป็นสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 13 Jul 10

Re: Beast Sonata ch11

Chapter 12 you will never walk alone

“นี่ฟาริสจังอย่ามัวแต่หลบซิออกมาทักทายเพื่อนๆเขาหน่อย”เสียงของอาจารย์สาว ดังขึ้นอย่างอารมณ์ดีขณะพูดกับหมาป่าสีเงินตัวน้อยดีแอบอยู่ด้านหลังของเธอ

“เอ้า…แนะ นำตัวซิจ๊ะ”เธอพูดก่อนจะดันหลังฟาริสเบาๆ เพื่อให้เขาออกมายืนข้างหน้า
เหล่าเพื่อนนักเรียนต่างหันมามองเขาด้วยความสนใจ บ้างหันไปหัวเราะกันเอง หรือไม่ก็กระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง แต่นั้นกลับทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายนิดหน่อย เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่ทุกคนที่จ้องเขาอย่างตัวประหลาดที่ออกแสดงตามงาน เทศกาล

“ผะ….ผม ชื่อฟาริส นอร์ทวินด์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”เด็กหนุ่มพูดตะกุกตะกักเพราะความประหม่า เมื่อพูดจบนักเรียนส่วนใหญ่ก็ปรบมือให้ นั้นทำให้หมาป่าตัวน้อยหน้าแดงเถือกก่อนก้มหน้างุดอย่างทำอะไรไม่ถูก

“เอ….ที่ นั่งของเธอก็…”อาจารย์สาวพึมพำเบาๆ ก่อนจะชี้ไปยังโต๊ะว่างที่อยู่กลางห้อง”ไปนั่งข้างๆเด็กคนนั้นก็แล้วกัน นะ”หมาป่าตัวน้อยเดินไปนั่งอย่างว่าง่ายเมื่อเขานั่งแล้ว เด็กที่นั่งอยู่ข้างๆก็หันมายิ้มให้

แต่ทำไม…..
ไม่ว่าเขาจะลอง นึกมากแค่ไหน ภาพของเด็กคนนี้ก็ไม่เคยชัดเจนเลยแม้แต่ครั้งเดียว


เคร้ง!!
และ นี้ก็เป็นอีกครั้งที่ทอนฟาไม้ของเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่หมาป่าหนุ่มหาได้สนใจไม่ เขาถอยฉากออกมาก่อนจะพุ่งตัวกลับไปใหม่

เขาเล็งเข้าไปที่ช่องโหว่ของเลโอ ก่อนใช้ฝ่ามือที่ว่างอยู่กระแทกเข้าใส่สิงโตร่างยักษ์จังๆ นั้นทำให้สิงโตหนุ่มถึงกับกระอักและลงไปจุกอยู่กับพื้น ก่อนที่เจ้าตัวจะใช้สิงโตเป็นฐานเหยียบเพื่อพุ่งเข้าใส่รุนรุนที่สนับสนุน อยู่ระยะไกล

แต่ว่าเมื่อเข้าประเจ้าตัวกับกระแทกกับกำแพงสายฟ้าที่ แฮมเตอร์สาววางดักไว้จังๆ

“เอาหล่ะพอแค่นั้นแหละ”อาจารย์เรยะกล่าว ก่อนจะปิดสวิตย์สนามพลังเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของทุกคน
“โอย หมอนั้นไม่ใช่โซนาต้าสู้จริงหรอเนี้ย”เลโอบ่นเบาขณะเอามือกุมท้องที่หายจุก ไปแล้ว ข้างๆกายของเขามีแกะสาวดูการอย่างเป็นห่วง“โจมตีเมื่อกี้ยังกับถูกฝ่ามือ กระแทกเป็นสิบครั้ง”

“นั้นอาจจะเพราะส่าหมอนี้เริ่มจับทริคเวลาที่ ผู้ใช้โซนาต้าต้องสู้คนเดียวได้แล้วหน่ะซิ”อาจารย์เรยะตอบแต่ก็ไม่ได้อธิบาย อะไรเพิ่มเติม”แต่แค่นี้ยังไม่ดีพอหรอกนะ เจ้าหนู”เธอพูดด้วยน้ำเสียงยียวนขณะมองหมาป่าหนุ่มเดินหายไป

นี้ก็ เข้าวันทีสองของการทดสอบแล้ว ฟาริสแทบจะโผล่มาท้าสู้ทุกๆชั่วโมงและทุกครั้งที่สู้ก็ดูเหมือนเจ้าตัวจะ พัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ

“แต่แค่นี้ไม่ผ่านการทดสอบหรอกนะ…”เรยะพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินไปคุยกับนักเรียนทั้งสี่ของเธอ
“ปล่อยไว้แบบนี้จะดีหรอคะ”รูริ พูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง”คุณฟาริสแทบจะไม่พูดอะไรเลย ส่วนคุณรูนก็ไม่เคยมาดูการซ้อมด้วย”

“หมายความว่าเจ้าเด็กนั่นยัง ไม่ยอมเปิดปากซินะ”คำถามของเธอถูกตอบด้วยการพยักหน้าพร้อมกันของเด็กทั้งสี่คน
“ก็พอสู้เสร็จหมอนั้นก็เผ่นไปเลย พอลองตามไปดูพ้นโค้งหน้ามันก็หายไปแล้วถ้าไม่ติดที่ว่าไม่อยากเสียฟอร์มมาก หมอนี้คงวิ่งออกไปตั้งแต่สู้เสร็จแล้วหล่ะ”รุนรุนวิเคราะห์การกระทำของ เพื่อนร่วมชั้นของเธอ ขณะที่เลโอเสริมต่อว่า

“นอกจากนี้หมอนี้ยัง ไม่กลับไปนอนที่ห้อง ไปโรงอาหารเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไม่ไปห้องสมุด เกมเซนเตอร์ ไม่โผล่ไปย่านร้านค้า รวมถึงสวนหิมะที่หมอนั้นชอบไปนั่งตากแอร์”เลโอนั่งไล่สถานที่ต่างๆ ที่เขากับรุนรุนพอจะนึกออกเนื่องจาการอยู่ร่วมสายวิชาเดียวกันมาหกปี

“แล้ว ห้องพยาบาลหล่ะ”อาจารย์สาวถาม ซึ่งนั้นทำให้ทั้งสี่มองหน้ากัน
“หมอนั้น ไม่ได้เจ็บซะหน่อยแล้วจะไปทำไมครับ”อัสรันถามด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อถือเท่า ไหร่ แต่อาจารย์สาวกลับเพียงแค่ยักไหล่ก่อนตอบว่า

“ไปห้องพยาบาลไม่ ได้หมายความว่าตัวเองจะบาดเจ็บอย่างเดียวซะหน่อย”เธอพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะ เดินออกไป
นั้นทำให้ทั้งสี่มองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษาก่อนจะตัดสินใจลองทำ ตามคำแนะนำดู

ที่ห้องพยาบาล หมาป่าหนุ่มนั่งอยู่เพียงลำพังข้างเตียงผู้ป่วย เขากุมมือของรูนเอาไว้หลวมๆขณะที่ซบหน้าลงบนผ้าปูเตียงสีขาวอย่างอ่อนล้า

“วันนี้ ก็แพ้มาอีกแล้วหล่ะ”เขาพูดพร้อมกับหัวเราะแห้งๆให้กับตัวเอง ก่อนที่จะเงียบลงอีกคราปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องพยาบาลแห่งนี้

ที่จริงแล้วหลังเหตุการณ์โรงเรียนถูกโจมตีนักเรียนส่วนมากก็ถูกผู้ปกครองเรียกตัวกลับทันที นั้นทำให้ผู้อำนวยการวอลรัส ประกาศปิดโรงเรียนเป็นเวลาหนึ่งเดือนเพื่อซ่อมบำรุงอาคารต่างๆและเยียวยาจิต ใจของผู้คน

นั่นทำให้ฟาริสสามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้นรวมถึงสามารถนั่งแช่ อยู่ที่นี้ได้นานเท่าที่ตัวเองต้องการ แม้บางครั้งอาจารย์ห้องพยาบาลจะมาดุเขาบ้างก็ตาม

“นี้รูน…นายยังจำ ตอนที่พวกเราเข้าปีหนึ่งได้รึเปล่า….”หมาป่าหนุ่มพูดกับร่างทีไม่ไหวติงตรง หน้า”นายหน่ะทั้งหุ่นทั้งเสียงเหมือนกับผู้หญิงมากแถมยังเรียนสายทูนเนอร์ ที่พวกผู้หญิงชอบเรียนกันอีก นั้นทำให้พวกผู้ชายหลายๆคนถึงกับคิดจะจีบนายเลยนะ”

“แต่หลังจากนั้น ไม่นาน พอขึ้นปีสามนายก็โตขึ้นผิดหูผิดตาจนคราวนี้พวกผู้หญิงกรี้ดกร้าดถึงนายไม่ หยุด….บอกตรงๆนะตอนนั้นฉันอดเหม็นขี้หน้านายไม่ได้”ฟาริสยังพูดต่อด้วยน้ำ เสียงราบเรียบ”ก็ในเมื่อสาวน้อยที่ฉันกำลังจีบดันชิ่งไปสารภาพรักกับนายซะ ได้”

“แต่วานายก็ยังคงสุภาพกับทุกคนเสมอ แม้ว่าบางคนจะคอยแกล้งนายตาม….”พอมาถึงนายตรงนี้หมาป่าหนุ่มก็เงียบไปอีกครั้ง เพราะรับรู้การมาถึงของคนกลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามา

“เข้ามานั่งซิ….”ฟาริสพูดเป็นเชิงเชื้อเชิญให้เพื่อนนักเรียนทั้งสี่เข้ามาในห้อง
พวกเขามองไปรอบๆห้องอย่างอยากรู้อย่างเห็นและมาหยุดอยู่ที่ร่างของมังกรหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียง

“คุณรูนเขาเป็นอะไรหรอคะ”รูริถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกลัวว่ามันจะไปกระทบกับหมาป่าที่นั่งอยู่
หมาป่าหนุ่มเงียบไป ซักพักแต่พวกเขาก็ไม่คิดจะไปเร่งรัดอะไร เพราะบางเรื่องมันต้องใช้ความกล้ามหาศาลในการที่จะพูดมันออกมา

“…จะบอกว่าเป็นเจ้าชายนิทราก็คงได้มั้ง”หมาป่าหนุ่มยอมเปิดปากในที่สุด เขามีท่าทีเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดเพราะต้องแบกรับอะไรหลายๆอย่างในช่วง สองสามวันที่ผ่านมา

“มันเกิดขึ้นตอนไหนกัน”เลโอถาม เพราะจากความทรงจำของเขารูนจัดได้ว่าเป็นคนที่แข็งแรงมากเขาไม่เคยเห็นหมอ นี้ลาป่วยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด

“ตอนที่โงเรียนถูกบุกโจมตี…”เขาตอบ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เรียบจนเกินไปนั้นทำให้พวกเขารู้ว่าจิตใจของหมาป่าหนุ่มตัวนี้เสียหายแค่ไหน

“เล่า ให้พวกเราฟังเถอะมันอาจจะทำให้นายรู้สึกดีขึ้น”รุนรุนเดินมานั่งบนขอบเตียง ขณะมองเข้าไปในดวงตาที่หม่นหมองของอีกฝ่าย

“ถ้าพวกนายอยากฟังเรื่อง น่าเบื่อพวกนี้นะ”ฟาริสยิ้มแห้งๆให้ทั้งสี่แต่เมื่อเห็นแววตาของพวกเขาแล้ว ทำให้หมาป่าหนุ่มรู้สึกตื้นตันใจ แม้ว่าสายตาของทั้งสี่จะมีทั้งแบบเห็นใจ สงสาร หรือ สมเพช มันทำให้เขารู้ว่าทั้งสี่ใส่ใจเขาอยู่และคำที่เด็กน้อยคนนั้นเคยพูดกับเขาใน วัยเยาว์ก็ดังก้องว่า

“ในโลกนี้ไม่มีใครหรอกนะที่อยู่คนเดียว ถึงแม้ว่ารอบตัวมีแต่ศัตรูแต่มันก็ถือว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งจริงรึเปล่าหล่ะ? บนเส้นทางแห่งชีวิตเราจะพบผู้คนมากมายทั้งดีและไม่ดี มีความสัมพันธ์กันมากบ้างน้อยบ้าง คนที่อยู่ตัวคนเดียวจริงๆคือคนที่ไม่คบหาไม่พูดคุยกับใคร เก็บตัวอยู่เพียงลำพังซึ่งมันเป็นสิ่งที่คนปกติเขาไม่ทำกัน เพราะฉะนั้นวางใจได้เลยถึงแม้ว่าทั้งโลกจะเป็นศัตรูกับเรา แต่พวกเราก็ไม่เคยโดดเดี่ยวเพราะคนที่เป็นศัตรูกับเรานั้นแหละที่มักจะทำให้เราไม่เหงา”

“อาจจะจริงอย่างที่เธอว่าก็ได้นะ”หมา ป่าหนุ่มพึมพำเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วง หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา

To be continue……
Last edited by zeros on 13 Jul 10, edited 1 time in total.
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 1975

Joined: 3 Dec 07

Location: ตึกEPA

Post 13 Jul 10

Re: Beast Sonata ch11

รีบไปหรือเปล่าเหมือนพิมพ์ตกหลายจุด 0w0 lll
แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็รออ่าน @w@
การทำลายอะไรมันเป็นเรื่องง่าย แต่การสร้าง เป็นสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 20 Jul 10

Re: Beast Sonata ch12

คงจะรีบเกินไปจริงๆนั้นแหละครับ เพราะแต่งเสร็จไม่ได้อ่านทวนอาศันดูคำผิดจากเส้นแดงอย่างเดียว คราวนี้น่จะมีคำผิดน้อยลงเพราะตรวจทานดูแล้ว - -

-----------------------------------
Chapter 13 พิธีกรรมแห่งความมืดมิด

“นายบ้าไปแล้วรึไง!!”รุนรุนตะคอกใส่ฟาริสที่นั่งก้มหน้ายอมรับความผิดแต่โดยดี หลังจากที่เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นรวมทั้งแผนที่เขาคิดจะทำต่อไปนั้น เขาก็เดินเพื่อนทั้งสี่สวดยับชนิดที่ว่าถ้าเขาแหลกเป็นผงได้เพราะคำพูดละก็เขาคงเป๋นไปแล้ว

“นายคิดดีแล้ว”อัสรันถามเสียงเรียบหลังจากปล่อยให้คนอื่นๆรุมประชาทัณฑ์ทางคำพูดเสร็จแล้ว
“แน่นอน…”ฟาริสตอบกลับด้วยน้ำเสียงและแววตามุ่งมั่น
“งั้นก็ทำตามที่นายต้องการก็แล้วกัน”อัสรันพูดเป็นการสรุปประเด็น แต่นั้นทำให้รุนรุนหันมาแหวใส่แมวเปอร์เซ๊ยอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

“เราก็รู้ว่าถ้าคิดจะห้ามหมอนี้ต่อให้ผูกไว้กับเสาแล้วจับลงกลอนห้องนั้นไว้ หมอนี้ก็หาทางออกมาได้อยู่ดี”อัสรันให้เหตุผลน้ำเสียงเรียบๆ”อีกอย่างแทนที่จะห้ามแล้วให้หมอนี้เตลิด สู้ปล่อยให้ทำตามใจแล้วจับตาดูอยู่ใกล้ๆเสียดีกว่า”
“ก็มีเหตุผล”เลโอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย”งั้นเอาตามนี้”

“เอ่อ…ฉันคิดว่าเราควรปล่อยให้คุณฟาริสทำต่อนะคะ ดีกว่าให้ไปทำคนเดียวนะคะ เกิดผิดพลาดขึ้นมาเดี๋ยวจะเจ็บตัวกันเปล่าๆ”รูริออกความเป็นบ้าง และเมื่อไม่มีพวกด้วยรุนรุนก็กระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นวมของอาจารย์อย่างแรงแล้วพูดว่า
“ตามใจพวกนายก็แล้วกัน!!”พูดจบเจ้าตัวก็ทำแก้มป่องก่อนเบือนหน้าหนีอย่างไม่อยากรับรู้อะไรอีก

“แล้วนายจะเอาไงต่อ”เลโอถามขณะมองรูริที่เดินไปง้อรุนรุน
“ก็คงจะท้าพวกนายสู้ต่อ เพราะไม่ว่าพวกนายจะห้ามหรือไม่ยังไงฉันก็ต้องผ่าน”ฟาริสพูดขณะลุกขึ้นและเดินออกไป”ฉันจะไปรอที่สนามเดี๋ยวตามมาด้วยหล่ะ”

“แผ่นหลังนั้นดูเศร้ามากเลยนะคะ”รูริกล่าวขณะมองหมาป่าหนุ่มเดินจากไป
“ให้มันเศร้าไปซิ เกิดหมอนั้นทำสำเร็จขึ้นมาทีนี้คนที่เศร้าหน่ะจะไม่ใช่แค่ตัวเองหรอกนะ”รุนรุนกล่าวอย่างมีอารมณ์ก่อนจะชวนอัสรันให้ตามฟาริสไป
“เราทำได้แค่ดูและเข้าไปช่วยเวลาคับขันเท่านั้น”เลโอพูดอย่างอ่อนโยนขณะบีบไหล่ของรูริเป็นเชิงให้กำลังใจ

“เจ้านายพูดแบบนี้ไปไม่กลัวพวกเขาจะโกรธเหรอครับ”เฟสพูดอย่างเป็นห่วงขณะบินตามเจ้านายของตนไปตามทางเดินอันว่างเปล่า
“ก็ต้องโกรธอยู่แล้วหล่ะเพราะถ้าพวกนั้นเลือกที่จะทำเหมือนฉัน ฉันยังโกรธเลย”ฟาริสตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พร้อมกับรอยยิ้มบางๆที่หายไปในช่วงหลายๆวันนี้

เมื่อเห็นดังนั้นมังกรน้อยก็ยิ้มอย่างสดใสก่อนจะบินเข้าไปคลอเคลียอย่างรักใคร่ ก่อนที่จะแขวนสร้อยคอเส้นหนึ่งเอาไว้รอบคอของฟาริส

“เครื่องรางหน่ะครับ”มันตอบเสียงใสเมื่อเห็นแววตาของเจ้านายตน”ถ้าสวมแล้วเจ้านายจะโชคดี”
“ขอบใจนะ”ฟาริสกล่าวพร้อมขยี้หัวภูตของตน และหยิบสร้อยขึ้นมาพิจารณา

มันเป็นจี้รูปตัวเขบ็ตสีทอง ที่สลักชื่อของโซนาต้าเอาไว้นั้นทำให้หมาป่าหนุ่มสีหน้าเคร่งขรึมลงทันที
“ในเมื่อเจ้านายตัดสินใจแล้ว ในฐานะภูตรับใช้ผมก็จะร่วมเดิมพันด้วยเหมือนกัน”เฟสตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เข้าใจแล้วหล่ะ แต่ห้ามทำอะไรเกินตัวนะ”หมาป่าหนุ่มกำชับด้วยความเป็นห่วง
“ตัวผมเล็กแค่นี้ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรมันก็ใหญ่กว่าตัวผมทั้งนั้นแหละ”
“ก็จริงของนาย”ฟาริสหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะเข้ามาที่ห้องซ้อมเพื่อจะรับการทดสอบต่อไป

“นายหญิงวิญญาณอีกชุดหนึ่งมาแล้วครับ”เคโมะสวมฮู้ดกล่าวอย่างนอบน้อมขณะยื่นขวดแก้วเจียระไนให้มังกรเผือก
นางยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะสะบัดมือหนึ่งครั้งและหลอดแก้วนั้นก็อันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
“อาการของนายน้อยเป็นยังไงบ้างครับ”เคโมะในฮู้ดเอ่ยถาม นั้นทำให้มังกรเผือกยิ้มก่อนตอบว่า

“คืนนี้ก็จะเริ่มพิธีกรรมได้แล้วหล่ะ”นางตอบขณะหันไปมองดวงจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า
“ถ้าเช่นนั้นขอกระผมอยู่ร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญวันนี้ด้วยเถอะครับ”
มังกรเผือกผยักหน้าหนึ่งครั้งก่อนที่ทั้งสองจะเดินหายเข้าไปในห้องหลังบัลลังก์

“โซนิค อิมแพค…”ฟาริสพึมพำเบาๆขณะเอาฝ่ามือเปล่าประทับกับขวานของเลโอ
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงกระแทกเหมือนค้อนทุบเหล็กหลายๆครั้งจน เลโอถึงกับต้องถอนการผสานร่างทันที

“หมอนี้ใช้เวทมนต์ได้ไงกัน”เลโอกล่าวขณะประคองรูริที่บาดเจ็บเพราะคลื่นกระแทกเมื่อครู่ขณะดูหมาป่าหนุ่ม พุ่งเข้าใส่รุนรุนที่รอดูเชิงอยู่แล้ว

ฟาริสเอานิ้วชี้มาไขว้กันเป็นกากบาท ก่อนจะชี้ไปที่รุนรุนแล้วพึมพำด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า
“ว้อยค์ซีล”ทันทีที่พูดจบ รุนรุนก็ดูตกใจจนรนลานทันที นั้นทำให้หมาป่าหนุ่มถือโอกาสเข้าประชิดตัวหากแต่ รุนรุนสามารถหลบออกมาได้ ก่อนจะสวนการขว้างมีดกลับมา

ฟาริส โยกตัวหลบอย่างรวดเร็วขณะผิวปากด้วยท่วงทำนองสูงต่ำไปเรื่อยๆ
“เวทนอนหลับงั้นซิ”อาจาร์ยเรยะพึมพำขณะมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“หมอนั้นไม่ได้ผสานร่างแล้วใช้เวทมนต์ได้ยังไงกันครับ”
“เพราะว่าเขาเข้าถึงแล้วไงหล่ะ แก่นแท้ของการใช้โซนาต้า”อาจารย์เรยะตอบ
“แก่นแท้?”
“ถ้าจะให้พูดก็คือ โซนาต้าระดับสี่ไง”เธอบอกเสียงเรียบ”ในระดับผู้ใช้โซนาต้าสามารถประยุกต์เวทได้ รวมถึงสามารถใช้เวทมนต์ประจำโซนาต้าของตนได้แม้ในยามที่ไม่ได้ผสานร่าง”

“ที่จริงแล้วคนที่มาถึงขั้นนี้ได้นอกจากเด็กคนนี้ ในรุ่นพวกเธอก็มีเพียงแต่พวกเขาเป็นตระกูลชั้นสูงที่เลือกคู่หูของตนตั้งแต่เกิด แต่สำหรับเด็กคนนี้การที่สามารถมาถึงระดับสี่ภายในเวลาเพียงแค่อาทิตย์กว่าๆนั้นนับว่าเป็นอัจฉริยะ หรืออย่างน้อยสายสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้น เหนียวแน่นยิ่งกว่าเพื่อนนักเรียนอย่างที่พวกเธอคิด”

เมื่อพูดถึงตรงนนี้ รุนรุนก็ล้มลงหากแต่ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยเพราะผลจากเวทนอนหลับ นั้นทำให้อาจารย์เรยะยิ้มอย่างพอใจและประกาศว่า

“ผ่านการทดสอบ”

ขณะเดียวกัน ในห้องลับหลังบัลลังก์ เสียงร่ายเวทย์ที่แสนเยือกเย็นของมังกรเผือกก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเคโมะสวมฮู้ดเฝ้าดูอย่างเงียบๆ

อักขระเวทสีทองสดใสหมุนอยู่รอบแท่นบูชาที่วางหลอดแก้วทารกเอาไว้ ที่มุมทั้งสามมีขวดแก้วเจียระไนสีทองวางไว้อยู่บนวงเวท

“อีกไม่นานแล้วซินะ”เคโมะสวมฮู้ดพึมพำขณะแหงนหน้ามองไปที่ดวงจันทร์สีเงินที่ลอยเด่นกลางฟ้า

To be continue…..
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 28 Jul 10

Re: Beast Sonata ch13

เอาอีกตอนมาลงแล้วครับ เนื้อเรื่องตอนนี้น่าจะพูดว่ามาได้เกิดครึ่งทางแล้วละมั้ง(จาการวางเนื้อเรื่องไว้ว่าเรื่องนี้จะมีประมาณ 33บท) ยังไงก็ช่วยติดตามกันต่อไปด้วยนะครับ -w-/
----------------------------
Chapter 14 ออกเดินทางอีกครั้ง

เวลาค่อยเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้าทุกคนต่างบอกลากันเพื่อกลับไปพักผ่อนหากแทนที่ฟาริสจะเดินกลับไปยังห้องของตน เจ้าตัวกลับเลือกที่จะขึ้นไปบนด่านฟ้าแทน
"ทำแบบนี้จะดีแล้วหรอครับเจ้านาย"เฟสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจขณะที่แกะอยู่บนไหล่ของหมาป่าสีเงิน

"มัน...ก็น่าจะดีที่สุดแล้วหล่ะ"ฟาริสกล่าวพร้อมส่งมอบรอยยิ้มเศร้าๆให้”พวกเขาไม่สมควรลำบากเพื่อเรา”
“แต่ว่าเพื่อนมีให้ให้แบ่งเบาความลำบากไม่ใช่หรอครับเจ้านายคนก่อนของผมเคยพูดแบบนี้ แต่ว่าเจ้านายกลับทำตรงกันข้ามถึงแม้ว่าเจ้านายจะทำเพราะเป็นห่วงเพื่อนๆก็ตาม”เฟสพูดบ้างและนั้นทำให้ฟาริสนึงขึ้นได้ว่า เจ้ามังกรตัวน้อยไม่เคยพูดถึงผู้ใช้โซนาต้าแบบจริงๆจังๆมาก่อนเลย แม้ว่ามันจะเปรยถึงบ้างเป็นบางครั้งก็ตาม

“ว่าแต่เจ้านายคนก่อนของนายเป็นคนแบบไหนหรอ”หมาป่าหนุ่มถามด้วยความสงสัยขณะนั่งลงบนม้านั่งที่ถูกจัดวางเอาไว้
“เข้าเป็น หมีตัวใหญ่ที่ใจดีมากเลยครับ เจ้านายอีกคนก็เป็นหมาป่าที่สวยมากด้วย”มันตอบด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเริ่มเล่าเรืองราวที่มันได้ประสบพบเจอมา ทั้งช่วงเลาที่มีความสุข ช่วงเวลาที่มีความทุกข์ หรือแม้แต่ตอนถึงคราวที่ต้องแยกจากกัน

และนั้นทำให้ฟาริสอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า โซนาต้าและภูตเกิดขึ้นได้อย่างไร เขารู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อสงครามใหญ่ครั้งก่อนจากนักรบคู่หนึ่ง แต่เขาไม่เคยรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เคยมีอยู่ก่อนแล้วหรือเกิดขึ้นพร้อมๆกันเขาจึงตัดสินใจที่จะลองถามเฟสดู

มากแต่มังกรน้อยกลับเพียงแค่ยิ้มเศร้าๆและบอกแต่เพียงว่า
“มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าฟังเท่าไหร่ครับ เอาเป็นว่าถ้าเจ้านายโตกว่านี้ผมจะยอมบอกก็แล้วกัน”
“อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กซิเห็นอย่างนี้ฉันก็ 18แล้วนะ”ฟาริสบ่นพร้อมเกาหัวของตัวเองปกติเขามักจะมองว่าภูตของเขาทำตัวเป็นเด็กอยู่เสมอแต่ที่จริงแล้ว มันก็คงมีเรื่องมากมายที่เก็บไว้ในใจ

แม้ยามไม่มีคู่พันธะสัญญาเจ้าตัวจะเข้าภาวะจำศีลก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในภาวะนั้นจะตัดขาดจากโลกภายนอก ร้อยเปอร์เซ็นซะทีเดียว คงจะมีบ้างที่จะต้องหวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านพ้นมาทั้งเรื่องสุขและทุกข์ พวกภูตนี้ได้ถูกกล่าวขานว่ามีชีวิตใกล้เคียงกับคำว่านิรันดร์

แต่เพราะว่าพวกเขาต่างมีชีวิตจิตใจไม่ต่างจากผู้อื่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อต้องมองดูคนที่พวกเขารักตายจากไปยิ่งมีคู่พันธะสัญญามากเท่าไหร่ก็หมายความว่าพวกเขาจะต้องพบกับความสูญเสียที่ไม่อาจเลี่ยงได้มากเท่านั้น

การอยู่เพียงลำพังโดยที่ไม่สามารถพบปะใครได้อีก ทำให้ภูตหลายตนเลือกที่จะปิดหัวใจของตัวเองพยายามหลีกเลี่ยงที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนทำพันธะสัญญาจนเกินไป ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องเล่าที่เขาฟังมาอีกที

“อีกไม่นานก็เช้าแล้วไปกันเถอะ”ฟาริสกล่าวในที่สุดหลังจากนิ่งเงียบไปนานเขาหยิบผ้าคลุมที่ใช้ในการเดินทางมาสวม ก่อนเดินไปไปบริเวณรั้วกั้น

“แล้วเจ้านายไม่ทำพิธีแล้วหรอครับ”เฟสถามอย่างสงสัยขณะที่บินตัวหลังฟาริสไป
“หมายถึงหนังสือนี้ซินะ”ฟาริสถามขณะหยิบหนังสือปกติดำออกมาก่อนยิ้มและพูดว่า”ถึงอยู่ที่นี้ก็ทำไม่ได้หรอกเพราะฉันยังไม่พร้อม”

“เอ๋?”
“อย่างที่บอกว่าฉันยังไม่พร้อม….ทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่สู้กับเจ้าพวกนั้นก็เพื่อให้ได้หนังสือมาศึกษาก่อนเท่านั้น”
“แล้วมันจะไม่อันตรายหรอครับ”เฟสพูดด้วยความเป็นห่วงในเมื่อมันเป็นหนังสือในเขตหวงห้ามระดับสิบที่ว่ากันว่ามีการป้องกันแน่นหนาขนาดนั้น

“ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อยละนะ”ฟาริสพูดเพียงแค่นั้นก่อนกระโดดขึ้นไปบนรั้วกั้น”ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องเสี่ยงแม้แต่การเดินไปโรงเรียนก็ยังมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งเป็นสิ่งที่ได้รับผลตอบแทนมากเท่าไหร่ความเสี่ยงและสิ่งที่ต้องสูญเสียไปก็มีมากขึ้นเท่านั้น”

“แล้วเจ้านายรูนหล่ะครับ”
“พวกอาจารย์จะดูแลเขาเองถึงโรงเรียนจะปิดแต่พวกเขาก็ต้องดูแลการซ่อมแซมโรงเรียงอยู่ดี”พูดจบเขาก็หยิบสร้อยที่มังกรตัวน้อยให้กับเขาขึ้นมา สัญลักษณ์แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจที่ว่ากันว่า คนทั่วไปต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการให้ภูตยอมรับตน

แต่เขากลับทำมันสำเร็จภายในเวลาไม่กี่วันซึ่งนั้นอาจจะเป็นเพราะ เฟสเดภูตประเภทเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆได้ง่ายอยู่แล้วด้วยละมั้ง

เขากำมันแน่นขณะหลับตาลงเพื่อรวมรวมสมาธิ แม้ว่าการได้รับสร้อยเส้นนี้จะทำให้เขาสามารถใช้เวทมนต์ได้เหมือนตอนรวมร่าง แต่พื้นฐานเวทมนต์ของเขานั้นถือว่าต่ำมากการใช้เวทที่รุนแรงบนด่านฟ้าครั้งนั้นเป็นเพราะรูนซะส่วนใหญ่ เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มบางๆหนึ่งที

“รอฉันหน่อยละคู่หู”เมื่อพูดจบเขาก็กระโดดไปตามตึกต่างๆด้วยความเร็วสูงเพียงครู่เดียวเขาก็ออกนอกโรงเรียนไป
แต่การกระทำนั้นก็ตกอยู่ในสายตาของอาจารย์สองคนที่มองการจากไปของลูกศิษย์

“ใช้เวทที่ทำให้ตัวเองเคลื่อนที่เร็วเท่าเสียงงั้นหรอเป็นการประยุกต์ที่ไม่เลวเลยนะ”ผู้อำนวยการวอลรัสกล่าวขณะจิบชาอย่างสบายใจ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ทุกข์ร้อนเมื่อเห็นนักเรียนของตัวเองโดดออกจากรั้วที่สูงกว่าสิบเมตรออกไปข้างนอก
“แบบนี้ดีจริงๆหรอคะ”อาจารย์เรยะกล่าวอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้เธอรู้ว่า เด็กคนนั้นปีกกล้าขาแข็งจนรับมือศัตรูระดับกลางได้สบายๆแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี

“ก็ฝ่ายเราเป็นคนประกาศเองนี้ว่านักเรียนปีหกสามารถเข้าออกจากโรงเรียนได้ตามสะดวก ถึงแม้ว่าฉันจะไม่คาดคิดว่าหมอนี้จะโดดรั้วหนีแบบพวกเด็กนักเรียนหัวเกรียนเขาชอบทำกัน”
“ฉันว่าเขาแค่อยากทำเท่เท่านั้นแหละค่ะ ก็ในเมื่อเดินออกนอกโรงเรียนมันเท่ซะที่ไหนหล่ะแทบหมอนี้ยังคิดว่าทำแบบนี้จะไม่มีคนเห็นอีกต่างหาก”อาจารย์เสือดาวสอบกล่าวก่อนจิบน้ำอัดลมของตัวเองบ้าง

ในระหว่างที่นั้นเอง ฟาริสก็จามเอายกใหญ่เพราะการนินทาของการอาจารย์ทั้งสอง
“สงสัยเป็นหวัดซะแล้วหล่ะ”หมาป่าหนุ่มบ่นเบาๆขณะขยี้จมูกตัวเองและหยุดวิ่งตรงบริเวณใกล้ๆบึง
“เพราะเจ้านายไม่ค่อยยอมพักผ่อนไงหล่ะ”เมื่อเห็นช่องว่างเจ้ามังกรน้อยรีบโจมตีทันทีโดยชี้พร้อมกับบ่นถึง เรื่องของการขาดความเอาใจใส่ในสุขภาพของตัวเองอย่างนู้นบ้างอย่างนี้บ้าง จนฟาริสเริ่มชักจะปวดหัว

“โอเคๆฉันพักซะหน่อยก็ได้”หมาป่าหนุ่มโบกมืออย่างยอมแพ้ อันที่จริงถึงไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเขาก็คิดจะพักอยู่ดีเพราะผลจากการวิ่งทำเอาฟาริสถึงกับหมดแรงข้าวต้ม
หมาป่าหนุ่มเลืองที่จะเอนกายพิงต้นไม้ในท่าทีที่สบายที่สุด

เขากวาดตาไปรอบๆซึ่งเขาพอจำได้ลางๆว่าเป็นบึงที่อยู่ห่างจากโรงเรียนราวๆ สามกิโลพื้นที่แถบนี้จัดได้ว่าปลอดภับเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ นั้นทำให้หมาป่าหนุ่มหาวออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนวอดใหญ่

ไม่นานหมาป่าหนุ่มก็ผล็อยหลับไป สังเกตได้จากการกระเพื่อมของหน้าอกที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อเห็นดังนั้นมังกรน้อยก็หายใจอย่างโล่งอกมันบินไปแกะบนหัวของฟาริสก่อนขดตัวเพื่อเตรียมตัวนอนเช่นกัน

“เจ้านายครับอย่าห่วงทางนี้เลยนะแล้วก็ช่วยอดทนอีก เพราะอีกไม่นานพวกเราจะไปช่วยเอง”มันกระซิบในใจเบาๆก่อนจะหลับไป

และนั้นทำมันไม่ได้ยินเสียงเล็กๆที่ตอบกลับมาว่า
“แล้วผมจะรอ”

To be continue….
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 76

Joined: 25 Mar 10

Location: ป่าแห่งความเงียบ

Post 17 Aug 10

Re: Beast Sonata ch15

หวัดดีอีกรอบขอรับ หายหน้าหายตาไปสองสามอาทิตย์เลยแฮะเรา =w= ถ้าจะถามว่าหายไปไหนมาก็คงต้องตอบว่าไปนั่งเล่นรอบกองไฟ สู้กับสัตว์ตัวอื่น หรือไปสอยแมลงท้องฟ้ามาละมั้ง - -a บทนี้เสร็จมาได้ซักพักใหญ่แล้วแต่โดนตัวขี้เกียจเข้าเล่นงานแค่นั้นจริงๆนะ

--------------------------------------------
Chapter 15 จันทราสีชาด

ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหนีพ้นความตายได้ คำๆนี้นั้นนางรู้ดีและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในฐานะที่นางเกิดและเติบโตในสถาณที่ๆความตายคือเรื่องปกติ ทุกย่างก้าวของนางคือสีแดงฉานของโลหิตที่สาดกระเซ็น

มันช่างเป็นเรื่องน่าขำเหลือเกินที่คนอย่างนางที่มอบความตายให้ผู้อื่นมากมายกลับพยายามโกงความตายให้กับลูกชายของตัวนางเองด้วยความตายของพวกสัตว์หน้าขนที่พรากชีวิตลูกชายของนางไป

แน่นอนว่าต้องมีบางกลุ่มลุกขึ้นต่อต้านซึ่งนางก็ยอมรับสิ่งนี้เพราะเมื่อลงดาบฟันใครไปแล้วพวกเราก็ต้องเตรียมใจถูกตอบโต้อย่างที่นางกำลังเจออยู่ตอนนี้

“เพราะแกทำให้หมู่บ้านของพวกเราต้องพินาศหมดสิ้น”เสียงตะโกนอย่างโกรธแค้นจากชายฉกรรณ์นับสิบ ที่บุกรุกเข้ามาในปราสาทของเธออย่างไม่เกรงกลัว ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะปราสาทหลังนี้มีผู้พำนักเหลือเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นและส่วนมากก็กำลังยุ่งกับงานที่นางมอยหมายไป

“พวกเจ้าเลยอยากมาแก้แค้นงั้นหรือพวกสัตว์หน้าขนที่น่าสมเพชทั้งหลาย”นางพญามังกรขาวด้วยน้ำเสียงดูแคลนกล่าวโดยที่ไม่ลุกจางบัลลังค์ แน่นอนว่านางอยากจะลุกขึ้นและจัดการพวกมันทุกคนให้หมดแต่ตอนนี้นางไม่สามารถขยับได้ นั่นทำให้นางต้องอดทนมองหน้าของพวกหน้าขนที่นางขยะแขยงนานขึ้นอีกหน่อย จนกว่าพวกมันจะเข้ามาใกล้พอที่นางจะจัดการในทีเดียว

แต่กลับนางกลับไม่ต้องรอนานขนาดนั้น เมื่อหัวของพวกมันคนหนึ่งหลุดจากบ่าโดยที่ไม่ทันได้ร้องแม้แต่แอะเดียว ทุกสิ่งเงียบกริบหากแต่นางกลับยิ้มอย่างพอใจ

“อะ….อ้ากกกก!!”เสียงร้องโหยหวนและความชุลมุนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและนั่นทำให้การทำงานของคนของเธอยิ่งง่ายขึ้นเพียงไม่นานร่าวทุกร่างก็ล้มลงพร้อมกับชิ้นส่วนต่างๆกระจัดกระจายไปทั่วห้อง บางทีนางควรเรียกคนทำความสะอาดให้กลับมาดูแลปราสาทบ้างอาทิตย์ละครั้งก็คงดี

“พระนางควรได้รับการอารักขาบ้างนะกระหม่อม”เคโมะสวมฮู้ดกล่าวอย่างนอบน้อม ซึ่งนั้นทำให้นางส่ายหน้าเบาๆก่อนพูดว่า
“ข้าไม่อยากให้คนของเราต้องมาเดือดร้อนกับเรื่องส่วนตัวของข้า ซิกมูนไม่ซิ ชื่อที่เจ้าใช้ตอนนี้คือลุคซินะ”
“แต่พระนาง….”
“เรียกข้าว่าแม่ซิ พวกเราอยู่กันเพียงลำพังและจะดีมากหากเจ้าถูกฮู้ดนั่นออก”คำพูดของนางทำให้เคโมะตรงหน้าอึกอักแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี

“ครับท่านแม่….”เมื่อพูดจบเขาก็เปิดฮู้ดที่คลุมใบหน้าตลอดเวลาออก เผยให้เห็นขนปุกปุยสีเทา และดวงตาสีฟ้าเยือกเย็น ร่างของหมาป่าหนุ่มสีเทาค้อมตัวให้มังกรเผือกตรงหน้าอย่างนอบน้อม

“แล้วที่โรงเรียนเป็นไงบ้างหล่ะ”นางถามเสียงเรียบ สำหรับนางหรือแม้แต่ซิกมูนนั้นไม่เคยคิดว่าตัวเองนับญาติกับพวกหน้าขนอยู่แล้วเพราะเขาถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดายท่ามกลางป่าลึกจนทหารของนางมาเจอเข้าและนั่นทำให้นางตัดสินใจรับเลี้ยงทารกหมาป่าในยามนั้น

เพื่อที่เขาจะได้กลายเป็นพี่ชาย เพื่อนรวมทั้งบ่าวผู้ซื่อสัตย์แก่ลูกของนาง ซึ่งนั่นก็ก่อนที่นางจะสูญเสียแก้วตาดวงใจของนางไปแต่นางก็ไม่คิดจะสังหารหมาป่าตรงหน้าอย่างที่นางเคยทำกับเพื่อนร่วมเผ่าของเขา อาจจะเป็นเพราะสิ่งที่เรียกสายสัมพันธ์หรือไม่ก็เพราะว่านางต้องการให้เขาเป็นตัวแทนของลูกของนาง

“ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านต้องการครับ” ลุคตอนน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพผิดจากทุกครั้งที่มักจะว่างเปล่าและเย็นชา
“แม่ไม่ได้หมายถึงแผนการแต่แม่หมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าต่างหาก”มังกรเผือกกล่าวแม้ต่อหน้าคนอื่นนางคือมารร้าย แต่สำหรับเด็กตรงหน้าแล้วนางก็เป็นเพียงแค่แม่คนนึง แม่ที่ถ้าเป็นไปได้นางก็ไม่อยากให้เขาต้องมาแปดเปื้อนกับการกระทำของนาง

นางไม่เคยคิดว่าตัวเองผิดเพราะสิ่งที่นางทำไปนั้นคือการตอบแทบเหล่าผู้คนที่ทรยศนางและทวงสิ่งที่ถูกแย่งไปเท่านั้น
ใช่ มันก็เป็นแค่การตอบโต้เหล่าผู้บังอาจมาแย่งชิงของรักของหวงของนางแม้ว่ามันจะช้าไปถึงสิบสามปีก็ตาม

“เทียเมต แม่อยากเจอลูกเร็วๆจัง”นางพณามังกรเผือกเซเรนรำพึงกับตัวเองเบาๆ ถึงตอนนั้นนางรู้สึกถึงมืออับอบอุ่นสองมือเข้ามาโอบกอดของนาง

บางทีลูกชายของนางอาจจะไม่เย็นชาอย่างที่คนอื่นเขาลือกัน เขาก็เป็นแค่พวกแสดงความรู้สึกไม่เก่งเท่านั้นเอง
“ผมมีความสุขดี แต่ว่าเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดคือเวลาที่ผมได้อยู่เคียงข้างท่าน”ลุคพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาขณะกอดมารดาต่างสายเลือดของตนเอาไว้

“อีกไม่นานทุกอย่างจะจบลงแล้วเจ้าจะได้น้องชายของเจ้ากลับคืนมา”นางกล่าวเบาๆ

“คืนนี้พระจันทร์สวยจังเลยนะ”ฟาริสกล่าวเบาๆกับตัวเองขณะอาศัยแสงจันทร์เพื่อช่วยในการอ่านอักษรโบราณจากหนังสือปกดำ

ที่จริงแล้วเขาไม่คิดว่าตัวเองจะหลับจนตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ทำให้เขาต้องตั้งแค้มป์ค้างคืนที่นี้อีกหนึ่งวัน
คงต้องขอบคุณช่วงเวลาสั้นๆที่อยู่กับรูนทำให้เขาพอจะเรียนรู้เรื่องของพืชสมุนไพรและผลไม้เที่สามารถกินได้มากขึ้น

อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาไม่ต้องท้องเสียหรือตายอนาถเพราะเผลอกินเห็นพิษละนะ เขายังจำเสียงบ่นของรูนหลังจากเห็นเก็บรูปร่างประหลาดและผลไม้หน้าตาแปลกๆที่เขาหามาได้ในวันที่ทั้งสองหลงป่าได้ดี

นั้นทำให้เขาต้องระมัดระวังมากขึ้นในการเลือกของไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโดนหมอนั้นสวดอีกถ้าโดนจับได้ว่ากินของมีพิษเข้าไป

แต่ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไรละมั้ง…..
เพราะว่าเขากำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยทำให้เขาไม่ทันสังเกตว่า เฟสนั้นเงียบผิดปกติจนกระทั่งมันเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดในแบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนนั้นแหละทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ

“เจ้านายดูบนท้องฟ้าซิครับ”เฟสกล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ฟาริสต้องหันขึ้นไปตามและนั่นก็ทำให้เขาต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ

ดวงจันทร์สีแดงสดลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าแทนที่ดวงจันทร์สีเงินที่พวกเขาเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แม้ว่าการปรากฏของมันนั้นจะดูเหมือนว่าไม่มีผลกระทบไรแต่ สำหรับฟาริสแล้วนี้อาจจะเป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง

“เจ้านายรูนไม่มีเวลาแล้วหลาะครับ”มังกรน้อยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าซึ่งนั้นทำใหฟาริสรู้สึกว่ามีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่คอ

“หมายความว่ายังไง”หมาป่าหนุ่มถามเสียงเครียด ซึ่งมังกรน้อยเพียงแค่สบตากับเขาก่อนพูดว่า
“ก็หมายความว่าหากเราช่วยเจ้านายรูนไม่ได้ภายในหนึ่งเดือนเขาจะ….ตาย…ไงครับ”

อีกด้านหนึ่งของป่า เหล่าทหารชุดเกราะเงินนับสิบคนกำลังล้อม งู้เหลืองตัวยักษ์และชายผู้สวมชุดกันไฟ
“โบค อานาดิส พวกเราขอจับกุมแก”สิงโตในชุดเกราะเงินที่ยืนอยู่หลัง

แต่แทนที่ผู้ตกอยู่ในวงล้อมจะแสดงอาการหวาดกลัวหรือวิตกกังวลมันกลับหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างชอบใจก่อนพูดว่า
“ได้ซิ….แต่น้ำหน้าอย่าสงพวกแกต่อให้ตายไปอีกร้อยชาติ”พร้อมกับทำเครื่องหมายที่ไม่สุภาพมากๆออกมาซึ่งนั้นก็ได้กระตุ้นโทสะให้พวกทหารอย่างดี จนบางคนถึงขั้นพุ่งออกไปโดยไม่สนใจระเบียบและคำสั่ง

“ให้ผมช่วยไหม”ชายในชุดกันไฟเอ่ยถามเสียงเรียบหากแต่งูเหลือมตัวยักษ์กลับพูดเพียงแค่ว่า
“ไม่ต้องมายุ่งหรอกหน่า”ก่อนจะพุ่งออกไปและพูดขึ้นมาว่า
“สำหรับพวกหน้าขนอย่างแกจงรับการลงทัณฑ์จันทร์เสียเถอะ!!”

To be continue…
Even in the world that no one see me, I will continue till the end
User avatar

Player Lv3

Posts: 1975

Joined: 3 Dec 07

Location: ตึกEPA

Post 22 Aug 10

Re: Beast Sonata ch15

หุหุ รออ่านตอนต่อไปต่อน้า
การทำลายอะไรมันเป็นเรื่องง่าย แต่การสร้าง เป็นสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า

Quick Reply

 

Return to Library Hall

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest

Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group.
Designed by ST Software for PTF.